
สายเขียวระวัง!..กัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษ
คอลัมน์... สายตรวจระวังภัย โดย... ทีมข่าวอาชญากรรม
ถ้าไม่มีเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนแรงเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม นี้ อีกเรื่องก็เป็นเรื่องร้อนและสังคมไทยให้ความสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “กัญชา” แต่ก็ไม่วายถูกนำมาข้องเกี่ยวเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรค “ภูมิใจไทย” ที่มีนโยบายให้ “ปลูกกัญชาเสรี”
ตามที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทำให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ และประชาชนหลายภาคส่วนให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นการผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือเสพ กระทั่งถูกนำมาเป็นนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียง แต่ถึงอย่างไรตอนนี้กัญชายังถือเป็น “ยาเสพติดให้โทษ” เพื่อให้หายข้อสงสัย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ในวันและเวลาราชการ (08.30-16.30 น.) ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. หมายเลข 1386 กด 3 กับ สายด่วน อย. หมายเลข 1556 กด 3
โดยทาง ป.ป.ส. ย้ำว่า กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ดังนั้นการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิด และมีโทษตามกฎหมาย ทั้งจำคุกหรือปรับ เพียงแต่กฎหมายผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น ซึ่งการอนุญาตให้ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก และครอบครอง ในช่วง 5 ปี ต่อจากนี้รัฐจะดำเนินการเอง หรือหากเป็นเอกชนต้องเป็นการดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรการกำกับดูแลในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่จำเป็นต้องเข้าถึงสารสกัดจากกัญชาในการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคที่สามารถบำบัดรักษาได้ และเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
ขณะที่ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. อธิบายว่า หลังจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เห็นชอบร่างประกาศนิรโทษและครอบครองกัญชาทั้ง 3 ฉบับ โดยได้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม และอยู่ในระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะครอบคลุมบุคคล 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้มีคุณสมบัติ ตามกฎหมายใหม่ 2.ผู้ป่วยที่มีใบรับรองจากแพทย์ว่ามีอาการเจ็บป่วยจะอนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการรักษาโรคเท่านั้น และ 3.บุคคลอื่นๆ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะต้องมาแจ้งการครอบครองภายใน 90 วัน หลังจากที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ คือจะต้องมาแจ้งการครอบครองภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น เพื่อเป็นการตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจในระยะเปลี่ยนผ่านการแจ้งการครอบครองกัญชา อย. จึงได้เปิดสายด่วน อย. 1556 กด 3 สอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับกัญชาได้ตลอดเวลาในวันและเวลาราชการ (08.30-16.30 น.) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา
สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ถือครองกัญชาที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายใหม่ มี 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.หน่วยงานของรัฐ 2.ผู้ประกอบวิชาชีพ 3.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ทางแพทย์/เภสัชศาสตร์) 4.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน 5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ 6.ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศ และ 7.ผู้ขออนุญาตอื่น ซึ่งการขออนุญาตต้องมีแบบแจ้งการครอบครอง (ยส.5) โครงการวิจัย (ถ้ามี) และเอกสารอื่นๆ ตามประเภทของผู้ยื่นคำขอ
นอกจากนี้ อย.ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการสกัดสารกัญชาไปใช้ทดลองในผู้ป่วยตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่หน้าที่ตามกฎหมายเรื่องกัญชานั้น อย.เป็นเลขานุการของคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ ซึ่งในกฎหมายกำหนดว่า การควบคุมการใช้ กฎเกณฑ์ การขออนุญาตต่างๆ เป็นหน้าที่ของ อย. แต่ไม่ใช่ให้ อย.ไปสกัดสารและกำหนดราคาขาย
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด หากยังไม่ได้รับอนุญาต และโดยเฉพาะประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถปลูกกัญชา หรือใช้สารสกัดจากกัญชาในการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้ มิเช่นนั้นจะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ..!!



