
รัฐเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำ"ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง"
รัฐเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำ"ลุ่มเจ้าพระยาตนอล่าง" เร่งขุดคลองระบาย"บางบาล-บางไทร"
“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร" จ.พระนครศรีอยุธยาเป็น 1 ใน 9 แผนงานโครงการสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างและเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ล่าสุดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้งบลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้กรมชลประทานดำเนินการเตรียมความพร้อมและสำรวจปักหลักเขต ออกแบบ รวมทั้งดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนพบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร มาเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้จากการสำรวจและมีการจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) พบว่า บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประมาณ 4.2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน เนื่องจากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก
ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการ โดยระบุว่าขณะนี้ได้ดำเนินการวางแนวเขตเสร็จสิ้นแล้ว มีราษฎรทำการยื่นขอรังวัดแล้ว 482 แปลงจาก 740 แปลง ล่าสุดดำเนินการจ่ายค่าที่ดินและค่ารื้อย้ายบริเวณปลายคลองระบายน้ำหลากแล้วจำนวน 52 แปลง โดยโครงการดังกล่าวได้นำศาสตร์พระราชามาขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย พร้อมยังได้น้อมนำพระราชดำรัสเรื่องการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
“โครงการดังกล่าวเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากทุกๆ ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา”
อธิบดีกรมชลประทานเผยต่อว่าการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรนั้น มีการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดแล้ว พบว่ามีความเหมาะสมและสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบริเวณพื้นที่ อ.เมืองพระนครศรีอยุธยา อ.บางบาล และพื้นที่ตอนเหนือตั้งแต่ท้ายเขื่อนทดน้ำเจ้าพระยาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เกิดจากสภาพคอขวดของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้อย่างมีประสิทธิภาพและผลการศึกษายังระบุว่าโครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง 22.33%
“สำหรับการขุุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึง ต.สนามชัย อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่และพื้นที่ศูนย์กลางต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้างประมาณ 500 หลัง โดยจะมีแนวกันเขตก่อสร้างกว้าง 230 เมตร ยาว 22.5 กิโลเมตร”
ทองเปลวย้ำด้วยว่า สำหรับโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรนั้น อยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะมีคลองชลประทานอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นคลองส่งน้ำไม่ใช่คลองระบายน้ำ ลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองแคบ เมื่อน้ำไหลเข้ามาปริมาณมากจึงระบายออกลำบาก ทำให้ขีดความสามารถระบายน้ำจากด้านเหนือลงไปออกอ่าวไทยค่อนข้างต่ำ เมื่อทุกฤดูน้ำหลากน้ำเหนือจะไหลลงมาเข้าท่วมตัว จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมีโบราณสถานสำคัญ วัดเก่าแก่อยู่จำนวนมากทันที เกิดความเสียหายที่ประเมินค่ามิได้ แม้ที่ผ่านมามีความพยายามป้องกันโดยการทำกำแพง วางกระสอบทราย ทำคันกั้นน้ำก็ตาม แต่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่หลังคันกั้นน้ำได้รับความเดือดร้อน
"กรมชลประทานจะดำเนินการขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ความยาวคลอง 22.5 กิโลเมตร ต้นคลองอยู่บริเวณสะพานบ้านป้อมก่อนถึงตัวเมือง เพื่อตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ไม่ให้ไหลหลากเข้าไปในเมืองพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ไร่นา พืชผักสวนครัว สามารถลดระดับความลึกของน้ำที่ท่วมในพื้นที่เมือง รวมถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างเฉลี่ยได้ถึง 1.9-2.5 ล้านไร่ต่อปี นอกจากนี้ยอดน้ำที่ตัดมาสามารถกักเก็บไว้ในคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร จำนวน 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภคจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่ 48 ตำบล 362 หมู่บ้าน ที่เหลือจะเป็นน้ำต้นทุนสำรองให้พื้นที่ด้านเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 230,000 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างอาคารจ่ายน้ำ 9 แห่ง สถานีสูบน้ำ 27 แห่ง พร้อมประตูระบายน้ำปลายคลองระบายน้ำหลากอีกจำนวน 1 แห่ง” ทองเปลวกล่าว
นอกจากนี้คันคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ยังจะมีการสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน พร้อมทางจักรยาน สามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่าง อ.บางบาล-อ.บางไทรได้ และยังจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ทำเป็นแหล่งพักผ่อน สถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ อีกทั้งคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทรจะใช้เป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้เรือขนาดใหญ่วิ่งเข้าไปในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ลดปัญหาคลื่นเซาะตลิ่งพังและอุบัติเหตุได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566
อย่างไรก็ตามนอกจากแผนการก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทรดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องดำเนินแผนงานต่างๆ ประกอบด้วย แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่รับน้ำนอง แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 และแผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก
อย่างไรก็ตามแผนการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง 9 แผนงานดังกล่าว บางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินการแล้วบางโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา การออกแบบ
“ขณะนี้เสาหลักในการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 เสา เสาแรกหน่วยงานกลางในบริหารจัดการน้ำก็คือ สำนักงานทรัพยาการน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ท่ี่จะทำหน้าที่ในการบูรณาการประสานการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำทั้งหมดรวมทั้งกรมชลประทานด้วย เสาที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งก็ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วเช่นกัน และเสาที่ 3 กฎหมาย พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่จะมาควบคุม ดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จะก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา หลังจากนี้การบริหารจัดการน้ำก็จะมีเอกภาพมากขึ้นและไม่ซ้ำซ้อน” อธิบดีกรมชลประทานย้ำทิ้งท้าย
ชาวบ้านวอนรัฐจ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม
เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ว่าที่ผ่านมากรมชลประทานได้ประชุมร่วมกับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ชี้แจงถึงประโยชน์ที่จะได้รับทั้งในเรื่องของการส่งน้ำบรรเทาอุทกภัย แก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งโครงการนี้จะทำให้มีน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ทำการเกษตรอยู่ที่กว่า 200,000 ไร่ ในขณะเดียวกันยังสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตของพระนครศรีอยุธยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้กรมชลประทานยังจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปีในปี 2566 ซึ่งโครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มาแล้ว 3 ครั้ง และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ที่ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีได้ให้กรมชลประทานดำเนินการเตรียมความพร้อม สำรวจปักหลักเขต และออกแบบ รวมทั้งดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่รับฟังข้อคิดเห็น ตลอดจนพบปะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการมาแล้ว
ด้าน วิชิต อุสาหประดิษฐ์ กำนันตำบลบางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชาวบ้านอำเภอบางบาลจะประสบปัญหาน้ำท่วมประมาณปีละ 3-4 ครั้ง ซึ่งบางปีมีปริมาณน้ำมากก็จะลำบากกว่าปกติ หากมีโครงการคลองระบายน้ำบางบาลบางไทรก็จะช่วยระบายน้ำได้เป็นอย่างดี และจากการเกิดศึกษาพบว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง ทำให้พื้นที่เศรษฐกิจของพระนครศรีอยุธยาไม่เกิดความเสียหายโดยเฉพาะโบราณสถาณ อย่างไรก็ตามอยากจะให้ภาครัฐดูแลจ่ายค่าชดเชยให้ประชาชนในราคาที่สูงกว่าประเมิน ซึ่งเชื่อว่าหากรัฐชดเชยอย่างเป็นธรรมประชาชนยินดีที่จะให้ก่อสร้างโครงการดังกล่าว



