ข่าว

ซิตี้เทรดดิ้ง...สังเวียนแรก"ราเกซ"

ซิตี้เทรดดิ้ง...สังเวียนแรก"ราเกซ"

08 พ.ย. 2552

ยุคนั้นบีบีซีมี "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ "ราเกซ สักเสนา" เป็นที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ "เอกชัย อธิคมนันทะ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ต่อมาราเกซได้ไปจัดตั้งบริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด ที่ประเทศอารูบา เกาะเล็กๆ

 ในทะเลแคริบเบียน อาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมี น.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ และนายเทอรี่ อีสเตอร์ เป็นกรรมการบริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตกราว 2.5 หมื่นบาทในยุคนั้น

 2 เดือนให้หลังก่อตั้งบริษัทซิตี้เทรดดิ้งได้ยื่นกู้เงินกับผู้บริหารบีบีซีเป็นเงิน 2,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำเงินไปซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการของบริษัท 3 แห่ง และจะนำหลักทรัพย์ใบหุ้นของบริษัททั้งสามซึ่งมีราคา 1,277 ล้านบาท กับที่ดิน 9 แปลง ใน จ.พิจิตร ของบริษัท ท่ายาง คอนซัลท์ จำกัด รวมถึงที่ดิน 2 แปลงใน จ.ปราจีนบุรี ของบริษัท 355 จำกัด มาเป็นหลักประกัน

 อย่างไรก็ดี บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด ได้ให้นายพิเศษ พานิชสมบัติ พนักงานประเมินราคาที่ดิน ทำเอกสารประเมินราคาที่ดินข้างต้นมีมูลค่ารวม 1,350 ล้านบาท จากนั้นนำมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อ เพื่อให้เห็นว่าหลักประกันมีมูลค่ามากเพียงพอต่อการให้สินเชื่อ โดยนายราเกซเป็นผู้ดำเนินการนำเอกสารดังกล่าวมามอบให้เจ้าหน้าที่บีบีซี เพื่อเสนอให้นายเกริกเกียรติอนุมัติวงเงินกู้

 ต่อมานายเกริกเกียรติได้อาศัยอำนาจที่มีในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซีอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้แก่บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด เป็นเงิน 1,657 ล้านบาท โดยไม่เคยนำเข้าขอการพิจารณากลั่นกรอง หรือขออนุมัติจากคณะกรรมการสินเชื่อ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการธนาคาร จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของบีบีซีและผู้อื่น หรือประชาชนผู้ฝากทรัพย์ อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้บีบีซีก่อนอนุมัติสินเชื่อก่อภาระผูกพันแก่ลูกค้ารายใหม่จะต้องเป็นกิจการที่มีพื้นฐานธุรกิจรองรับแท้จริง และสำหรับรายที่มีวงเงินตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องให้คณะกรรมการสินเชื่อ หรือคณะกรรมการบริหารของบีบีซีเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองในเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการเสียก่อน

 แต่เกริกเกียรติเพิกเฉยต่อข้อกำหนดต่างๆ กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตรวจพบความผิดปกติและความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง เริ่มจากที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันจำนองเงินกู้ บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด ประเมินมูลค่าไว้สูงลิบลิ่ว 1,350 ล้านบาท แต่เมื่อแบงก์ชาติในฐานะเจ้าทุกข์ลงไปตรวจสอบพบว่าที่ดินที่นายราเกซนำมาจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอกู้เป็นที่นาร้าง มีมูลค่าจริงแค่ 26.9 ล้านบาทเท่านั้น แตกต่างจากการประเมินถึง 1,323 ล้านบาท !!!
 
 และเมื่อบริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด ได้รับอนุมัติเงินกู้ 1,657 ล้านบาทแล้ว เงินก้อนนั้นกลับถูกนำไปซื้อกิจการในต่างประเทศ 3 แห่ง จากการตรวจสอบพบว่าเป็นกิจการที่มีผลประกอบการดี แต่นายราเกซกลับไม่ได้นำใบหุ้นของกิจการมาเป็นหลักทรัพย์จำนองกับบีบีซี นั่นเท่ากับว่าบีบีซีมีหลักทรัพย์เน่าๆ ที่ไม่คุ้มมูลหนี้ไว้ครอบครองจากการปล่อยกู้ให้แก่ซิตี้เทรดดิ้ง นอกจากนี้ยังตรวจพบด้วยว่านายเอกชัย อธิคมนันทะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี ยังมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน โดยได้รับเงินจากนายราเกซกับพวกเป็นเงิน 75 ล้านบาทด้วย

 เมื่อความจริงปรากฏแบงก์ชาติในฐานะผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (บก.สศก.) สมัยนั้น มีการรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับนายราเกซ สักเสนา ในข้อหายักยอกทรัพย์และความผิดตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 เช่นเดียวกับนายเกริกเกียรติที่เข้ามอบตัวสู้คดีในเวลาต่อมา ส่วนนายราเกซหลบหนีไปอยู่ประเทศแคนาดา และถูกตำรวจจับกุมได้ที่เมืองวิสต์เลอร์ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในมณฑลบริติช โคลัมเบีย ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

 ระหว่างการติดตามขอตัวนายราเกซกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ฝั่งอัยการไทยก็มีความเห็นสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับคดีข้างต้นในความผิดลักษณะเดียวกัน ประกอบด้วย นายพิเศษ พานิชสมบัติ พนักงานประเมินราคาที่ดินเกินจริง เป็นจำเลยที่ 1, นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ เป็นจำเลยที่ 2, บริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 3, น.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ กรรมการบริษัท ซิตี้เทรดดิ้งฯ จำเลยที่ 4, นายเอกชัย อธิคมนันทะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี จำเลยที่ 5 และนายเทอรี่ อีสเตอร์ กรรมการบริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง เป็นจำเลยที่ 6 โดยศาลประทับรับฟ้องในวันที่ 10 ตุลาคม 2539

 10 ปีให้หลัง ศาลประทับรับฟ้อง วันที่ 20 มกราคม 2548 ศาลก็มีคำพิพากษาออกมาให้จำคุกนายเกริกเกียรติเป็นเวลา 10 ปี ปรับบริษัท ซิตี้เทรดดิ้ง จำกัด 1 ล้านบาท ส่วน น.ส.สุนันทา และนายเทอรี่ ตัดสินให้จำคุก 7 ปี ปรับ 1 ล้านบาท สำหรับนายเอกชัยให้จำคุกเป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งชดใช้เงินคืน 75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.25 ต่อปี ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นของไทยจะมีคำพิพากษาออกมา ด้านพ่อมดการเงินราเกซก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อ รมว.ยุติธรรมแคนาดา มีคำตัดสินให้ส่งตัวเขาให้ทางการไทยในปี 2546 แต่นายราเกซได้ยื่นอุทธรณ์ยกเหตุผลถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง และคดีนี้เป็นคดีการเมือง กระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ศาลอุทธรณ์มณฑลบริติช โคลัมเบีย จึงมีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของ รมว.ยุติธรรมแคนาดา สุดท้ายศาลฎีกาก็มีความเห็นสอดคล้องกัน ให้นายราเกซกลับมาดำเนินคดีในเมืองไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

 นายราเกซเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์ 16 คดี และคดีที่บีบีซีร้องทุกข์ 4 คดี รวม 20 คดี โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร้องขอต่อทางการแคนาดาขอตัวกลับมาดำเนินคดีเฉพาะคดีที่ 27/2539 ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งอัยการจะสั่งฟ้องในความผิดเดียวกันกับเกิรกเกียรติ ชาลีจันทร์ อันนำมาสู่บ่วงโซ่แห่งพันธการไม่มีที่สิ้นสุด