ข่าว

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-เครื่องมือการเมือง

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-เครื่องมือการเมือง

08 พ.ย. 2552

แม้ว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะใช้บังคับมานานแล้วถึง 2 ปี

 แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะรู้จักมัน!!

 จนกระทั่งเกิด ”คดีทุบหุ้น” ขึ้น และมีการนำ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาใช้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ผู้คนจึงเริ่มได้ยินชื่อมากขึ้น

 สำหรับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ "ข้อดี" ก็มีมาก แต่ใน "ด้านลบ" ก็มีเหมือนกัน

 "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ออกมา ก็เพื่อเอาผิดกับคนที่เข้าไปขโมย ตัดแต่งข้อมูลในคอมพ์หรือเข้าไปใช้คอมพ์ โดยที่เจ้าของเครื่องไม่ได้ยินยอม ซึ่งกฎหมายทั่วไปไม่สามารถครอบคลุมถึง...นี่เป็นข้อดี"  อานนท์ นำภา เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและทนายความประจำบริษัท กฎหมายมีสิทธิและการบัญชี จำกัด เริ่มอธิบาย

 แต่ที่มีปัญหาคือ มาตรา 14 ที่บัญญัติเอาผิดกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดการตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างกว้างและคลุมเครือ ทำให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะข้อความอะไรบ้าง ที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกหรือกระทบต่อความมั่นคง ไม่มีตัวชี้วัดที่แน่นอน 

 "บางข้อความที่โพสต์เข้ามา เจ้าของเว็บก็มองว่าไม่น่าผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐ กลับมองว่าผิดกฎหมาย มองไม่ตรงกัน อย่างเช่นบอกว่าข้อความที่โพสต์ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่จริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าตื่นตระหนกจริงหรือเปล่า แต่เจ้าหน้าที่ไปสันนิษฐานว่าทำให้เกิดการตื่นตระหนก เพราะแต่ละคนมีความรู้สึก มีเซ้นส์ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น โพสต์ข้อความว่าอีก 12 วันจะเกิดสึนามิ ถามว่าทำให้เกิดการตื่นตระหนกหรือไม่ บางคนก็ตื่นตระหนก บางคนก็ไม่ตื่นตระหนก เพราะไม่เชื่อ"

 ดังนั้น ที่น่าเป็นห่วง คือ การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างชนิดเหวี่ยงแห

 อีกทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่อย่างมาก คือ สามารถยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้เลย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สามารถเข้าไปดูข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลที่จะใช้ดำเนินคดีเท่านั้น ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะข้อมูลบางอย่าง เจ้าของเครื่องไม่อยากให้คนอื่นเห็น

 แต่ที่อันตรายที่สุด ก็คือ การใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มากลั่นแกล้งกันทางการเมือง เลือกเล่นงานเฉพาะบางเว็บไซต์ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่เว็บไซต์อื่นๆ ก็มีข้อความทำนองเดียวกัน กลับไม่ถูกดำเนินคดี 

 "ปัจจุบันมีเว็บไซต์ ที่มีการโพสต์ข้อความทางการเมืองเยอะมาก ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สามารถทำได้อยู่แล้วในฐานะประชาชนชาวไทยเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่มีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไปกลั่นแกล้งโดยเลือกที่จะจับเว็บไหน ยึดเว็บไหน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้มีมานานแล้ว หากจะกล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีที่มาจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็คงไม่ผิดนัก เพราะว่าช่วงนั้น การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ถูกปิดกั้น จึงมีคนหันมาเลือกใช้อินเทอร์เน็ตกันเยอะเพราะฉับไว อีกทั้งประชาชนทั่วไปก็แสดงความคิดเห็นได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสื่อ เพียงแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไปที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ก็ได้ ทำให้มีการออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาใช้ เพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยกฎหมายฉบับนี้เข้าสภานิติบัญญัติเมื่อปี 2549 และบังคับใช้ในปี 2550" อานนท์ แจงถึงที่มาของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 

 ที่มีปัญหาอีกมาตราหนึ่ง ก็คือ มาตรา 15 ที่เอาผิดกับ "ผู้ให้บริการ" อินเทอร์เน็ต ฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือยินยอมให้มีการแสดงข้อความที่เข้าข่ายกระทำความผิดทางอินเทอร์เน็ต

 เพราะว่าโดยสภาพของอินเทอร์เน็ตหรือคอมพ์ "ผู้ให้บริการ" ไม่สามารถไปกลั่นกรองหรือควบคุมความคิดเห็นในเว็บบอร์ดได้ทัน เนื่องจากเมื่อมีคนโพสต์ข้อความก็จะปรากฏที่หน้าจอทันที ซึ่งแต่ละวินาที แต่ละวัน มีคนโพสต์ข้อความเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่บ้านเมืองเกิดเหตุการณ์สำคัญหรือมีการรัฐประหาร เพียงแค่นาทีเดียว มีการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นกันเป็นหมื่นข้อความ

 ส่วนเรื่อง "คดีทุบหุ้น" ที่มีการจับกุมผู้ต้องหา 3 รายนั้น อานนท์ มองว่า แม้ว่าผู้ต้องหาจะอ้างว่า ไม่ได้เป็น "ต้นตอ" ของข่าวดังกล่าว โดยอ้างว่าแปลข่าวมาจากสำนักข่าวต่างประเทศแล้วส่งต่อ เนื่องจากในวันนั้นหุ้นตกลงอย่างมาก คนจึงอยากรู้ว่าสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม แต่ก็อาจมีความผิดฐานเป็น "ผู้เผยแพร่" ข้อความที่ทำให้เกิดการตื่นตระหนกของประชาชน

 "และต้องดูพฤติกรรมของผู้ต้องหาด้วยว่า เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมแวดล้อม ที่มาประกอบว่าเขามีเจตนาให้หุ้นตกหรือไม่ อย่างกรณีนี้ผู้ต้องหาทำงานเกี่ยวกับบริษัทหลักทรัพย์ ถือว่าควรรู้หรือไม่ เพราะเป็นผู้มีอาชีพโดยตรงว่าเผยแพร่ข่าวไปแล้ว จะทำให้เกิดการตื่นตระหนกและเป็นเหตุให้เกิดการเทขายหุ้น"

 สรุปว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น เป็น "ดาบสองคม" หากมีการนำไปใช้อย่างปกติทั่วไป ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เข้ามาละเมิดสิทธิหรือทำลายข้อมูลในคอมพ์ หรือดำเนินคดีกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ก็เป็นเรื่องดี

 แต่เมื่อไหร่ ที่มีการนำมาใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ก็จะกลายเป็น "อาวุธร้าย" ได้เหมือนกัน


** โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น