
3จว.ใต้แดนมิคสัญญี'ธรณีวิทยา'...เสี่ยงดินถล่ม
เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หอบเอาลมหนาวจากจีนเข้าประเทศไทย แต่ครั้นลมหนาวจากจีนแผ่ปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย จะส่งผลให้เกิดการก่อตัวเป็นพายุเฆมฝนซัดกระหน่ำในหลายพื้นที่ของภาคใต้
ชนวนเหตุของคลื่นพายุซัดฝั่ง ฝนตกหนัก นำไปสู่พิบัติภัยน้ำท่วม ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยเฉพาะช่วง 1-2 วันนี้ ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และ สตูล กลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษที่จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติเช่นนี้ทุกปี
ล่าสุด...เพิ่งเกิดโศกนาฏกรรมกับชาวบ้านในยะลาและนราธิวาส รวม 11 ราย ถูกดินภูเขาถล่มลงมาทับบ้านเรือนจนถึงแก่ชีวิต เพียงเพราะไม่มีเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยธรณีพิบัติภัย !?
"ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลในพื้นที่เลย กำลังประสานขอข้อมูลจากพื้นที่อยู่" อดิชาติ สุรินทร์คำ ผอ.กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม (กธส.) กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกถึงสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยโคลนถล่มที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน 8 ราย ในพื้นที่หมู่ 5 บ้านไอเจี๊ยะ ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส และอีก 4 ราย ที่บ้านนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ หมู่ 6 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา
"พื้นที่ประสบภัยยังไม่มีเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ขณะนี้จังหวัดเสี่ยงภัยดินถล่มทั้ง 51 จังหวัด ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายไปแล้ว 32 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนภาคใต้เหลือเพียงแค่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เพราะการเข้าถึงพื้นที่ลำบาก มีความเสี่ยงสูง ต้องขอกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจจำนวนมาก มาคอยคุ้มกันระหว่างลงไปให้ข้อมูลและจัดการระบบเครือข่าย" อดิชาติบอกถึงอุปสรรคที่นำมาสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าเคยส่งข้อมูลให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการแทน แถมยังเป็นวิธีเข้าไปซื้อใจชาวบ้านในพื้นที่ ในการนำสิ่งดีๆ ไปบอกกล่าวและเตือนภัยพวกเขา
"ดินถล่มนี่ห้ามกันไม่ได้ ป้องกันยิ่งลำบาก ทุกครั้งที่ดินถล่มต้องไม่ให้ประชาชนเสียชีวิต จะเน้นการเฝ้าระวังเตือนภัยเป็นหลัก ที่ผ่านมาเป็นที่ภูมิใจมากที่ประชาชนทั้ง 37 จังหวัดที่ทำในรูปเครือข่ายเฝ้าระวังแล้วไม่มีการเสียชีวิตจากดินถล่มโคลนถล่มเลย อย่างไรก็ตามจะเร่งดำเนินการสร้างเครือข่ายให้ครบทั้ง 51 จังหวัดโดยเร็วที่สุด" ผอ.กองกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม ย้ำ
สำหรับขั้นตอนการลงพื้นที่ให้ความรู้สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังธรณีพิบัติภัย เจ้าหน้าที่จะต้องลงไปคลุกคลีให้ความรู้แก่ชาวบ้านเป็นเดือนๆ มีการศึกษาข้อมูลร่วมกับชาวบ้านว่าฝนตกระดับไหน ควรทำอย่างไร วางแผนอพยพอย่างไร ใครจะเป็นผู้คอยเฝ้าดูปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ชาวบ้านก็สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองว่า หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขาและใกล้ลำห้วย มีร่องรอยดินไหลหรือดินเลื่อนบนภูเขา มีรอยแยกของพื้นดินบนภูเขา อยู่บนเนินหน้าหุบเขา และเคยมีโคลนถล่มมาแล้ว ถูกน้ำป่าไหลหลากและท่วมบ่อย มีกองหิน เนินทรายปนโคลนและต้นไม้ในห้วยใกล้หมู่บ้าน และพื้นที่ห้วยจะมีก้อนหินขนาดเล็กใหญ่อยู่ปนกันตลอดท้องน้ำ สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์บ่งชี้ถึงการเกิดดินถล่มได้เช่นกัน
"เลิศสิน รักษาสกุลวงศ์" ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี บอกถึงสภาพพื้นที่ที่ก่อให้เกิดธรณีพิบัติภัย มักจะเกิดจากฝนตกหนักบริเวณภูเขาหินแกรนิตที่ผุง่าย บริเวณภูเขาสูงที่ถูกตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ดินบนภูเขาสูงถูกชะลงมา ปัญหาดินถล่มเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพียงแต่ปัจจุบันมีระบบเครือข่ายเฝ้าระวังของชาวบ้าน ที่จะวางแผนจัดการกันเอง โดยเจ้าหน้าที่คอยลงไปให้ความรู้ และแจกเครื่องมือวัดระดับน้ำฝน ทำให้ปัญหาการเสียชีวิตจากธรณีพิบัติภัยน้อยลง
ส่วนกรณีที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 จะมีผลกระทบต่อรอยเลื่อน จนนำไปสู่การเกิดธรณีพิบัติภัยดินถล่มในหลายพื้นที่ทั่วประเทศหรือไม่ เลิศสิน บอกว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้ดินถล่มเป็นการเคลื่อนที่ของมวลดินหรือหิน ซึ่งไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้จนเคลื่อนตัวถล่มลงมา จากการสังเกตเฝ้าระวังและเตือนภัยของชาวบ้าน เป็นเครื่องเตือนภัยที่ดีที่สุดกว่าเทคโนโลยีชนิดใดในโลกนี้
ทว่าการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้น ส่งผลกระทบทำให้เกิดธรณีพิบัติภัย "หลุมยุบ" แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภัยหลุมยุบ แต่ก็สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินมาแล้วนับไม่ถ้วน อย่างที่เคยเกิดหลุมยุบที่ จ.สตูล ต้องมีการสั่งปิดโรงเรียนไปหลายแห่ง
เลิศสิน บอกถึงการเกิดหลุมยุบในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อ 6 ปีก่อนว่า บริเวณเขาหินปูและพื้นที่ราบบริเวณใกล้เคียงส่วนใหญ่จะเป็นโพรงชั้นหินปูอยู่ชั้นใต้ดิน ส่วนที่โผล่พ้นมาจากพื้นดินจะเรียกว่า "ถ้ำ" เมื่อเกิดการเคลื่อนตัวจากแผ่นดินไหว ทำให้ระบบน้ำบาดาลใต้ดินเปลี่ยนแปลงและมีแรงดันมาชะล้าง ละลายหินปูนที่เป็นผนังถ้ำจนเกิดการยุบตัวทลายลงมา
"เคยลงไปให้ความรู้ชาวบ้านในเรื่องนี้ ให้สังเกตรอยร้าวอย่างผิดปกติของอาคาร ที่มีรอยร้าวทั่วอาคาร เกิดเสียงดังโครมครามใต้ชั้นดินให้สันนิษฐานว่าพื้นชั้นล่างเป็นโพรง จากที่เคยสำรวจที่สตูลเกิดหลุมยุบหลายพื้นที่ จนต้องแนะนำให้ย้ายโรงเรียนไปนับสิบแห่ง เรื่องนี้ต้องให้ความรู้แก่ชาวบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นการตระหนกมากเกินไป" เลิศสิน กล่าว



