
กัมพูชาสงครามและความหวัง
มีผู้อ่านท่านหนึ่งที่สนใจเรื่องเขมร เกิดความสงสัยว่าเหตุใดเขมรแดงถึงได้มีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาถึงขนาดเข่นฆ่าคนชาติเดียวกันได้เหมือนผักปลา ซึ่งผมคิดว่าคนที่สามารถตอบข้อสงสัยนี้ได้ดีที่สุดก็คือ เจ้านโรดม สีหนุ อดีตประมุขของกัมพูชา ซึ่งได้เขียนถึงพฤ
เจ้านโรดม สีหนุ กล่าวว่า “นับแต่ช่วงทศวรรษ 1960 พลพต เอียง สารี ซอน เซน และ เขียว สัมพันธ์ ได้ตกลงใจที่จะกำจัดทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรคขวางทางสู่อำนาจของพวกเขาในกัมพูชา การทรมานจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญ คนหนุ่มๆ ที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมรบ ต่างฝึกฝนจิตใจให้กล้าแข็ง ด้วยการฆ่าสุนัข แมว และสัตว์อื่นๆ ที่กินได้ โดยใช้กระบองตี แม้แต่หลังจากได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 17 เมษายน 1975 แล้วก็ตาม เขมรแดงยังคงฝึกหัดเกมแห่งการทารุณกรรม ด้วยการโยนสัตว์เป็นๆ เข้าสู่กองไฟ...
เกมที่พวกเขาชอบเล่นกันเป็นประจำอีกชนิดหนึ่งคือ การทารุณกรรมลิงซึ่งมีปฏิกิริยาคล้ายๆ มนุษย์ หางลิงถูกตัดออก ที่คอมีโซ่พันล่ามไว้ พวกเขมรแดงจะดึงโซ่ฉุดกระชากลิงให้วิ่งตาม...ไม่ไกลจากพระราชวังหลวงเท่าไหร่นัก ทหารโยเธียกลุ่มหนึ่งเลี้ยงจระเข้ไว้บ่อหนึ่ง พวกเขาเลี้ยงดูเจ้าสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้ด้วยลิงเป็นๆ ทุกๆ วัน ทหารเขมรแดงจะหาเกมสนุกๆ จากเสียงร้องด้วยความตื่นกลัวของลิงเคราะห์ร้ายเหล่านี้ ที่หาทางออกจากบ่อจระเข้ไม่ได้
การเข่นฆ่าทารุณกรรมประชาชนผู้บริสุทธิ์ในเขตชายแดนไทย ตั้งแต่ปี 1975-1977 อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพราะเขมรแดงนั้นเสพติดการทรมาน เป็นเวลาหลายปีที่ความสนุกสนานของพวกเขาเกิดขึ้นจากความทุกข์ทรมานทางด้านร่างกายทั้งของคนและของสัตว์
แต่แล้วโรคจิตที่ชอบเห็นคนอื่นได้รับความเจ็บปวดก็กลายเป็นกงกรรมกำเกวียนกลับมาสนองตอบพวกเขมรแดง นั่นก็คือการอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขกับศัตรู (ซึ่งหมายถึงประเทศไทย) ย่อมหมายถึงกัมพูชาประชาธิปไตยต้องหยุดยั้งการเสพความทารุณกรรมต่อเพื่อนบ้าน สิ่งที่เหลือก็คือการเข่นฆ่าสังหารพวกเดียวกันในประเทศ
เจราร์ด บริเซ่ เขียนไว้ในความนำของหนังสือเล่มนี้ว่า “ทันทีที่เขมรแดงได้รับชัยชนะรัฐบาลและกองทหารที่อ่อนระโหยโรยแรงของลอนนอล ในเดือนเมษายน 1975 พวกเขาก็พากันขับผู้ลี้ภัยและชาวเมืองกลับออกไปอยู่ตามชนบท เมืองทุกแห่งกลายเป็นเมืองร้าง...ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ประชาชนชาวเขมรต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่ภายใต้การปกครองของเขมรแดง มีการประมาณการกันว่าชาวเขมรเสียชีวิตไปประมาณ 3 ล้านคน ถึงแม้ตัวเลขนี้อาจจะเกินเลยไปหน่อย แต่ก็เป็นที่เชื่อแน่ว่าจำนวนประชากรที่เสียชีวิตไปจริงๆ นั้น มีมากมายมหาศาล
ใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเก่า ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือครู ต่างก็ต้องเสี่ยงกับการถูกประหารชีวิตทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงคนอื่นๆ ในครอบครัวอีกด้วย หมอ วิศวกร และนักกฎหมาย รวมทั้งคนในอาชีพอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นคนชั้นสองก็ตกอยู่ในอันตราย...
เขมรแดงไม่ยอมให้มีการใช้ยาจากตะวันตก และอาหารก็ขาดแคลน รัฐบาลบังคับให้คนทำงานอย่างทารุณในไร่นา ประชาชนนับหมื่นนับแสนทั้งหนุ่มสาวและคนแก่ล้มฟาดลงกับพื้นเพราะความเจ็บป่วยและหมดแรง”
ครับ นั่นคือความหฤโหดของเขมรแดงและชะตากรรมของชาวกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายของกัมพูชาและมนุษยชาติ



