ข่าว

 อินเดียแสบ...ตุ๋นเสี่ยเพชรสูญนับ 10 ล้าน

อินเดียแสบ...ตุ๋นเสี่ยเพชรสูญนับ 10 ล้าน

29 ม.ค. 2553

เป็นเพราะกฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุม หรือเป็นเพราะคนไทยบางจำพวกเห็นแก่เงิน จึงทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่เหล่านี้ !?!

"คม ชัด ลึก" ได้รับการร้องเรียนจาก "อนิล อันภะมิล บันดารี" นักธุรกิจค้าเพชรชาวอินเดีย วัย 44 ปี อาศัยอยู่ที่ 1249/209 A อาคารเจมส์ทาวเวอร์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ผู้เสียหายจากการฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ โดยหุ้นส่วนชาวอินเดียคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยนานกว่า 12 ปี จนมีเส้นสายโยงใยไปถึงข้าราชการทรงอิทธิพลมากมาย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

 ปี 2551 อนิลหอบเงินและความหวังเข้าเมืองไทย ตั้งใจจะทำธุรกิจค้าเพชร นอกจากเงินลงทุนและความมุ่งมั่นแล้ว อนิลไม่มีช่องทางอื่นจนได้พบกับ "ปาเรซ ราซิคลาล ชาร์" สัญชาติอินเดีย วัย 41 ปี ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2540 เข้ามาพูดจาหว่านล้อมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เมื่อหลงเชื่อจึงตัดสินใจทำธุรกิจค้าเพชรและโรงแรมระดับสามดาวย่านสีลม เลขที่ 703 และ 705 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ

 แต่แล้วไม่นานปาเรซก็ฉ้อโกงด้วยการปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

 หลังเกิดเหตุอนิลได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สน.ยานนาวา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 และยื่นฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ แต่หลังจากนั้นเขาก็ถูกชายฉกรรจ์ติดตามข่มขู่เรื่อยมา

 ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ชายฉกรรจ์ผมสั้นเกรียนกลุ่มหนึ่งเข้ามาป้วนเปี้ยนและตามสะกดรอยอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับขู่ให้เลิกยุ่งกับปาเรซ อนิลจึงไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.บางรัก ถัดจากนั้นมาวันที่ 16-17-18 พฤษภาคมปีเดียวกัน นักธุรกิจค้าเพชรจากแดนภารต ก็ถูกข่มขู่ในลักษณะเดิมอีก หลักฐานอยู่ในประจำวัน สน.บางรัก ทั้งสามวัน

 ครั้งล่าสุด วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา อนิลยังคงถูกโทรศัพท์ข่มขู่ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับบริษัท อีรอส เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นร้านค้าเพชร อัญมณี และร้านอาหารของปาเรซ เยื้องโรงแรมนารายณ์ เลขที่ 703 และ 705 ถนนสีลม ที่ความตั้งใจเดิมเช่าไว้ทำโรงแรม อนิลจึงไปลงบันทึกประจำวันไว้อีกครั้ง พร้อมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลเรียกตัวคู่กรณีมากำชับอย่ายุ่งเกี่ยวกับโจทก์อีก

 “ผมสบายใจได้ชั่วครู่เท่านั้น ภรรยาที่อินเดียก็โทรกลับมาว่า มีโทรศัพท์มาข่มขู่ ทุกวันนี้ผมต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-อินเดียเดือนละครั้งสองครั้ง" อนิล กล่าวผ่านที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายสัญชาติอินเดียเช่นกัน

 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติของปาเรซทราบว่า เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2540 ก่อตั้งบริษัท มาดูการ จิวเวลเอ็กซ์ จำกัด เลขที่ 1249/209 อาคารชุดเจมส์ทาวเวอร์ ชั้น 33 ห้อง 209 อี ถนนเจริญกรุง แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ประกอบธุรกิจค้าเพชรพลอยและอัญมณี ต่อมาปี 2548 ได้ก่อตั้งบริษัท ราซิค (ประเทศไทย) จำกัด ทำธุรกิจประเภทเดียวกันนี้ขึ้นอีกบริษัท

 อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบและเฝ้าติดตามพฤติกรรมของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พบว่าตั้งแต่เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทไม่มีการดำเนินธุรกิจจริง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จึงมีคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายปาเรซ ราซิคลาล ชาร์ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกับกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าที่ผ่านมานายปาเรซมีคดีติดตัว 9 คดี ประกอบด้วย คดีมียาเสพติดให้โทษ (ยาบ้า) สน.ยานนาวา วันที่ 9 มิถุนายน 2551, คดียักยอกทรัพย์ สน.บางรัก วันที่ 26 พฤษภาคม 2547, คดี พ.ร.บ.เช็ค วันที่ 10 กรกฎาคม 2548 สน.บางรัก

 วันที่ 11 กันยายน 2548 คดียักยอกทรัพย์ในพื้นที่ สน.พญาไท, คดี พ.ร.บ.เช็ค ท้องที่ สน.บางรัก วันที่ 23 กันยายน 2550, คดี พ.ร.บ.เช็ค วันที่ 2 ตุลาคม 2550 สน.ยานนาวา, คดีรับบุคคลต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 สุดท้ายคดี พ.ร.บ.เช็ค วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 สน.บางรัก

 นอกจากนี้ ยังมีคดีฟ้องร้องที่อยู่ในชั้นศาล ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งอีกจำนวนมาก รวมถึงการฉ้อโกงเงินภรรยาคนไทยของนักธุรกิจอินเดียอีกคนเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งบอกว่าปาเรซมีบุคลิกน่าเชื่อถือ พูดจาหว่านล้อมเก่ง จนหลายคนหลงเชื่อ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอินเดียเชื้อชาติเดียวกับเขา

 สาเหตุที่ทำให้ปาเรซยังอยู่ในเมืองไทยได้ จากการติดตามดูพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่พบว่า เขามีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองและกลุ่นคนมีสี ที่อยู่เบื้องหลังและคอยเกื้อหนุนแลกรับกับผลประโยชน์บางประการ ส่งผลให้ผู้เสียหายหลายคนที่ถูกฉ้อโกงไม่กล้าเข้าแจ้งความ เพราะเกรงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งที่ถูกเพิกถอนวีซ่าไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังอาศัยอยู่ในเมืองไทยได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น