
กลศึก"ชักศึกเข้าบ้านเพื่อกลบศึกภายใน"ฮุน เซน
คนไทยไม่ใช่น้อยต่างสงสัยว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังแท้จริงคืออะไรกันแน่ จึงทำให้นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมจะท้าชนกับไทยด้วยการตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ทักษิณ นักโทษหนีคุกที่ทางการไทยต้องการตัวเป็นที่สุดให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจทั้งระดับรัฐบาลและที่ปรึกษาส
เป็นเพราะรักเพื่อนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนยอมเห็น "ขี้ดีกว่าไส้" หรือเป็นเพราะเห็น "กงจักรเป็นดอกบัว" ตามแรงลมเป่าหูของ "ขงเบ้งลืมดูดาว" แห่งไทยแลนด์แดนแค่นยิ้ม หรือเป็นเพราะหมั่นไส้นายอภิสิทธิ์ ที่แย่งชิงการเป็นดาวเด่นของอาเซียนไปครอง นับตั้งแต่เริ่มสวมหัวโขนนายกรัฐมนตรีเมื่อเกือบขวบปีมาแล้ว หรือเป็นเพราะความโลภบดบังนัยน์ตาจนมืดมัว เพราะอยากจะได้สัดส่วนผลประโยชน์มากขึ้นจากโครงการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนแถวอ่าวไทย ที่เชื่อว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล
หรือความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งก็คือ นายฮุน เซน ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าอยากจะรักษาฐานอำนาจให้แข็งแกร่งต่อไปก็ต้องยอมเสี่ยงทำเช่นนี้ เพื่อจะได้เบนปัญหาในประเทศที่กำลังปะทุขึ้นบริเวณชายแดนที่อยู่ติดกับเวียดนาม ตามกลศึกโบราณที่ว่า "ชักศึกเข้าบ้าน เพื่อกลบศึกภายใน"
หลังจากนายสม รังสี หัวหน้าพรรคสม รังสี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน นำชาวบ้านระดับรากหญ้าไปช่วยกันรื้อถอนหลักเขตแดน 6 หลักในเขตจังหวัดสวายเรียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ที่อยู่ติดกับเวียดนามเมื่อปลายเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากหลักเขตเหล่านี้ถูกเวียดนามนำมาปักไว้อย่างผิดกฎหมายแต่เพียงลำพัง ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปีนี้ ชาวบ้านแถบนี้ได้ย้ายหลักเขตไปแล้วหลายหลัก หวังจะทวงคืนที่ดินของตัวเองกลับคืนมาไม่ให้ถูกยึดไปโดยพลการอีก
ร้อนถึงเวียดนาม ซึ่งนายฮุน เซน ดึงมาเป็นพันธมิตรใหญ่ เพื่อคานดุลอำนาจกับไทย ถึงขนาดยอมทำสัญญายกพื้นที่เล็กๆ ผืนหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทให้แก่เวียดนามเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แลกกับการสนับสนุนเสถียรภาพทางการเมืองของตัวเอง ไม่นับรวมไปถึงการสนับสนุนให้ชาวกัมพูชาหันไปซื้อสินค้าจากเวียดนามมากขึ้น นอกจากจะประณามการกระทำของนาย สม รังสี ว่าเป็นการกระทำที่วิปริต ละเมิดกฎหมาย รวมทั้งสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ที่สองประเทศได้ทำกันไว้ ยังได้ร้องขอให้รัฐบาลนายฮุน เซน ช่วยปกป้องกระบวนการปักปันเขตแดน อันเป็นปัญหาอ่อนไหวของทั้งสองประเทศด้วย
ทั้งนี้ เวียดนามและกัมพูชา ได้เริ่มต้นการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2549 เพื่อยุติปัญหาพิพาทชายแดนที่เรื้อรังมานานหลายสิบปี ปัจจุบันยังมีพรมแดนอีก 1,270 กิโลเมตร ที่ยังไม่มีการปักปัน
ทางการกัมพูชาได้สนองรับทันควันด้วยการส่งฟ้อง นายสม รังสี แต่กลับทำให้ผู้นำฝ่ายค้านได้คะแนนนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวรากหญ้าผู้รักชาติ ซึ่งนับวันยิ่งไม่พอใจที่เห็นประเทศตกอยู่ใต้อิทธิพลของเวียดนามมากขึ้น
เพื่อจะเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา นายฮุน เซน คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเปิดศึกฝั่งไทย แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ "ชะตาฟ้ายากขัดขืน" หรือไม่ ไปๆ มาๆ จึงดีดลูกคิดรางแก้วพลาดกลายเป็นชักศึกกระหนาบสองฝั่งชายแดนไปได้
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



