
แช่แข็งขุมทรัพย์"ก๊าซ+น้ำมัน"ในทะเลเกมบีบฮุน เซนเลือก"ทักษิณ"หรือ"ไทย"
การเล่นเกมเปิดหน้า "แลกหมัด" ของรัฐบาลไทย หลังจากรัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง
ลำพังการเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญกลับประเทศ ก็นับเป็นกรรมวิธีทางการทูตที่แรงพออยู่แล้ว
แต่การแถมท้ายด้วยมาตรการอีก 2 ข้อ คือ การทบทวนข้อตกลงที่ไทยเคยทำกับกัมพูชามาก่อน รวมทั้งข้อตกลงที่กำลังดำเนินการอยู่นับเป็นมาตรการตอบโต้ที่แรงไปอีกขั้น
โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องการสนับสนุนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการจัดสรรผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกว่า 2.7 หมื่นตารางกิโลเมตร ที่ประเมินว่า มีมูลค่านับล้านล้านบาท
ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยกำลังหยิบเอาเรื่อง "ผลประโยชน์ร่วมกัน" มาเป็นข้อต่อรองกับนายกฯ กัมพูชาที่เลือกเอาความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน
ในประเด็นเขาพระวิหารชัดเจนมานานแล้วว่า กัมพูชาต้องการประทับตรา "มรดกโลก" เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยว หลังจากทำเงินได้มหาศาลจากมรดกโลกนครวัด-นครธม
ส่วนประเด็นผลประโยชน์ร่วมกันทางทะเลกลับยังมีความล่าช้า และคลุมเครืออยู่มาก ทั้งประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ตกลงกันไม่ได้ หรือประเด็นการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ให้เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายมากที่สุด
ใครที่ติดตามความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อนมาตลอดคงไม่แปลกใจว่า เหตุใดทั้งกัมพูชาและไทยถึงแบ่งเค้กไม่ลงตัวเสียที ซึ่งเหตุผลก็คงไม่มีอะไรอื่น นอกจากความไม่ต้องการ "เสียเปรียบ" บนกองขุมทรัพย์มหาศาลที่สามารถพลิกโฉมหน้าแต่ละประเทศได้เลย
จากข้อมูลของบริษัทเชฟรอน เมื่อปี 2548 ได้ค้นพบบ่อน้ำมัน และก๊าซขนาดใหญ่ พื้นที่ 2,427 ตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของกัมพูชา
โดยเฉพาะพื้นที่สัมปทานแปลงเอ เนื้อที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร คาดว่าจะมีน้ำมันสำรองถึง 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซอีก 3-5 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร
. ส่วนธนาคารโลกประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยจะสร้างรายได้ให้แก่กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านเหรียญต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 เหรียญ)
ส่วนพื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" กับไทย
กระนั้น แม้จะไม่ลงรอยกันมานาน แต่ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมีความคืบหน้าเรื่องนี้มากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2544 รัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
ใจความสำคัญ ระบุว่า พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือขึ้นไป ให้ใช้แนวทางการแบ่งเขต (Delimitation) และพื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูดที่ 11 องศาเหนือลงมา ให้ใช้แนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วม (Joint Development Area - JDA)
ต่อมา วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2549 พ.ต.ท.ทักษิณไปเยือนกัมพูชาเพื่อเจรจาเรื่องนี้อีกรอบ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกทหารยึดอำนาจเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกคัดค้านจากกองทัพมาก เพราะมองว่าต้องแบ่งเขตให้ชัดเจนก่อนถึงจะตกลงผลประโยชน์กันได้ และการตกลงแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา ก็ยิ่งเข้าทางกัมพูชา ที่รู้ดีว่ามีก๊าซตรงจุดนั้นมากที่สุด
นอกจากนี้ยังมีข้อครหาว่า ถนนสาย 48 ที่รัฐบาลไทยให้เงินกู้ยืมแก่รัฐบาลกัมพูชา 1,200 ล้านบาท เชื่อมเส้นทางเกาะกง-กำปงโสม ระยะทาง 152 กิโลเมตร และเชื่อมต่อไปยังกรุงพนมเปญอีกกว่า 200 กม. ส่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ
ท่ามกลางข่าวครึกโครมว่า อดีตนายกฯ ของไทยจะไปลงทุนทำธุรกิจที่เกาะกง โดยได้สัมปทานการขุดก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ที่มีสัญญาเช่าถึง 99 ปี
กระทั่งมาถึงยุครัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงแรกๆ ก็เหมือนจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ หลังจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบนายกฯ กัมพูชาถึงพนมเปญ โดยหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยกันด้วย
แต่การเจรจาก็สะดุดกึก เมื่อมีความขัดแย้งเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ประกอบกับข่าวว่ากัมพูชาแอบให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแก่บริษัทต่างชาติอยู่เนืองๆ
ถึงวันนี้ความคืบหน้าในการแบ่งเค้กในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ปกติก็วนอยู่ในอ่างอยู่แล้ว คงถูก "แช่แข็ง" ไปอีกนาน ตราบใดที่นายกฯ กัมพูชายังเลือกที่จะจูบปากกับอดีตนายกฯ ของไทยต่อไป
ทีมข่าวความมั่นคง



