
"กรณ์"สั่งรื้อแผนลงทุนไทยเข้มแข็งเน้นเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
กรณ์ สั่งรื้อแผนลงทุนไทยเข้มแข็ง ตั้งคณะทำงานปรับยุทธศาสตร์จัดสรรงบโครงการใหม่รองรับเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จาก พ.ร.บ. เน้นโครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งระบบโลจิสติกส์ พลังงาน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รับกระทบบางโครงการเดิม ดันระดมทุนผ
นายอำพน กิตติอำพล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการ สศช. รายงานให้ทราบว่า คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อปรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณโครงการลงทุนในส่วนที่จะใช้เงินจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทใหม่ โดยเน้นไปที่โครงการที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ประเทศและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
“ตามมติ ครม.เดิมที่อนุมัติกรอบวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะพิจารณาโครงการที่มีความพร้อมของโครงการเป็นหลัก แต่ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องทบทวนโครงการใหม่ โดยเน้นไปที่โครงการเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการแข่งขันของประเทศ” นายอำพนกล่าว
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนโยบายการคลัง กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับตนและนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อหาแนวทางปรับเปลี่ยนการใช้เงินกู้จาก พ.ร.บ. 4 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา
"จากการหารือได้เสนอแนะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนกรอบการใช้งบประมาณไปเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต ซึ่งนายกรณ์ก็เห็นด้วยและมอบหมายให้ สศช. แบงก์ชาติ และสำนักงบประมาณ จัดกรอบการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว เช่น เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง และยุทธศาสตร์ด้านพลังงานเป็นต้น” นายคณิศกล่าวและว่า การเปลี่ยนแปลงโครงการลงทุนใหม่ทำให้โครงการลงทุนที่ถูกจัดไว้ตามแผนเดิมอาจต้องใช้เงินลงทุนจากแหล่งอื่นแทน เช่น การจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทย มาระดมทุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากโครงการที่นำมาระดมทุนและจะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากผลตอบแทน



