
จุดเปลี่ยนบสย.รอบ18ปีตั้งเป้า"ไมโครไฟแนนซ์เอสเอ็มอี"
จากนโยบายของกระทรวงการคลังในการผลักดันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจและประชาชนแทนธนาคารพาณิชย์ และหนึ่งในมาตรการนั้น ยังมีการใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อเข้ามาช่วยสนับสนุนการปล่อยกู้ของแบงก์พาณิชย์ด้วย
ทำให้บทบาทของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่เคยถูกลืมเลือนจนเกือบถูกยุบองค์กร กลับฟื้นมามีส่วนสำคัญอย่างมากอีกครั้ง
ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง บสย.
"ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของ บสย.แบบก้าวกระโดด ทั้งด้านผลงาน ภาพลักษณ์ และการบริหารจัดการ มีลูกค้ารู้จัก บสย.มากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ที่เห็นความสำคัญของเครื่องมือชิ้นนี้ เพราะการค้ำประกันสินเชื่อถือว่าจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา" ดร.พิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการ บสย.เปิดใจกับ "คม ชัด ลึก"
ทั้งนี้ ยอมรับว่า แม้เมืองไทยจะมีเครื่องมือชิ้นมา 18 ปีแล้ว แต่มีคนรู้จักไม่มากนัก แต่เข้าใจว่าต้องใช้เวลา เพราะประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างญี่ปุ่นก็ใช้เครื่องมือนี้มานาน 90 ปี เกาหลีใช้มานาน 70 ปี อย่างไรก็ตาม การปรับตัวมาทำงานเชิงรุกมากขึ้น ถือว่าได้ผลตอบรับค่อนข้างดี เป็นผลมาจากการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐผ่านโครงการเงินกู้ฟาสต์แทร็ก และจากการลงพื้นที่เข้าหาลูกค้าและคุยกับแบงก์ของ บสย.เองด้วย รวมทั้งการเปิดคลินิกค้ำประกันสินเชื่อในต่างจังหวัด และการเปิดสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทำให้ลูกค้ากล้าติดต่อเข้ามาเพื่อขอคำปรึกษามากขึ้น
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ บสย.ไม่เป็นที่รู้จัก คงเพราะเป็นเครื่องมือที่เข้าใจยาก เมื่อเทียบกับธนาคารคนจะรู้จักดี แต่คนที่รู้จัก บสย.จะต้องรู้จักธนาคาร หรือเป็นลูกค้าธนาคารอยู่แล้ว เพราะหน้าที่ของ บสย.คือ ค้ำประกันสินเชื่อของลูกค้าที่กู้เงินผ่านธนาคาร ซึ่งมีเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว ลูกค้าทั่วไปคงไม่รู้จักว่าระบบค้ำประกันคืออะไร โดยอธิบายง่ายๆ คือ การค้ำประกันสินเชื่อจะต้องมีหลักทรัพย์วางไว้กับธนาคาร เช่น ที่ดินหรือใช้บุคคลค้ำประกัน แต่การค้ำประกันของ บสย.เป็นการเอาเครดิตของรัฐบาลไปค้ำประกันแทนลูกค้าที่ไม่มีหลักทรัพย์ประกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าไปค้ำในทุกราย ต้องเลือกธุรกิจที่ดีและมีอนาคต เพียงแต่ช่วงนี้อาจมีปัญหาทางการเงิน
แรงหนุนภาครัฐ-ปลดล็อกกฎเกณฑ์
ดร.พิชิตยอมรับด้วยว่า บทบาทของ บสย.จะขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลังและรัฐบาล ที่ผ่านมาภาครัฐก็ใช้ตรงนี้น้อย เพราะเป็นเรื่องเทคนิคเข้าใจยาก ทั้งที่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ภาครัฐไม่ต้องใช้เงินเลย จะใช้เงินของภาคเอกชนเป็นหลัก และไม่มีต้นทุนการเงินสูงเท่ากับการที่รัฐตั้งธนาคารขึ้นมาใหม่ เพราะ บสย.จะเป็นตัวกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินได้ โดยที่ บสย.ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้ความเชื่อมั่นที่มีรัฐอยู่ข้างหลังแทน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บสย.เองก็อาจไม่ได้กระตือรือร้นเต็มที่ สาเหตุหนึ่งเป็นผลจากกฎเกณฑ์ที่ถูกจำกัด ระบุให้ต้องค้ำประกันเฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น หรือทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ใช่บทบาทการค้ำประกันโดยตรง ในอนาคตพยายามจะปลดล็อก โดยแก้ พ.ร.บ. เพื่อให้ บสย.ค้ำประกันได้โดยตรง โดยเฉพาะการเดินเข้าไปหาลูกค้าเองและส่งต่อลูกค้าให้แบงก์ไหนก็ได้ ไม่ต้องรอให้แบงก์ส่งลูกค้าเข้ามาเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นดำเนินการผ่านการเดินสายโรดโชว์ และเปิดคลินิกค้ำประกันสินเชื่อในต่างจังหวัดแล้ว 4 แห่ง ที่ จ.ขอนแก่น อุบลราชธานี พังงา และภูเก็ต จากนี้จะดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งเป็นแผนที่จะทำต่อเนื่องในปีหน้า รวมถึงการให้คำปรึกษาสินเชื่อที่ปีหน้าจะทำให้เป็นเซ็นเตอร์และมีฐานข้อมูลมีระบบไอทีรองรับเพื่อให้งานเป็นระบบมากกว่านี้
นอกจากนี้ อาจพัฒนาไปถึงการตั้งกองทุนขึ้นมาทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีด้วย และขยายขอบเขตการค้ำประกันไม่จำกัดเฉพาะธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่จะรวมไปถึงสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย ซึ่งการก้าวไปถึงจุดนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยสิ่งที่ตั้งใจจะทำในอนาคตคือ การค้ำประกันให้ผู้ประกอบการที่เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้น หรือออกหุ้นกู้ด้วย ทั้งนี้ บสย.จะค้ำประกันความสูญเสียของตราสารนั้นๆ เพื่อให้ตราสารที่เอสเอ็มอีจะออกมีเรตติ้งจากที่ปัจจุบันยังไม่มี
ตั้งเป้าเป็นไมโครไฟแนนซ์เอสเอ็มอี
ประธานกรรมการ บสย.มองว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยถือเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินได้น้อย ที่ผ่านมายังไม่มีแหล่งกู้เงินมากนัก จากเงินทุนของเอสเอ็มอีทั้งประเทศ 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 75% ของเงินทุนทั้งหมด แต่มีรายใหญ่ที่จดทะเบียนตั้งนิติบุคคลเพียง 20% และเป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงสินเชื่อยังต่ำกว่าที่ควรจะได้ บสย.จึงอยากเข้ามาเสริมในจุดนี้
"ในอนาคตหากมีการอนุญาตให้ทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ บสย.อยากเข้าไปทำหน้าที่หลักในการสนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอีกลุ่มที่สถาบันการเงินทั่วไปไม่ทำ แต่หน้าที่ในการค้ำประกันสินเชื่อก็ยังจำเป็นต้องมี เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้มแข็ง ยังมีกลุ่มอ่อนแอที่ตลาดเสรีเอื้อประโยชน์ให้ไม่ได้เท่าที่ควร"
นอกจากเป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีปีนี้ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่า 18 ปี รวมกันที่มียอดสะสมเพียง 2 หมื่นล้านบาท หรือโตกว่า 150% ช่วยให้มีเม็ดเงินสินเชื่อเข้าระบบอีกว่า 1 แสนล้านบาท ต้องยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะล่าสุดเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา มียอดค้ำประกันสินเชื่อแล้วเพียง 9,200 ล้านบาท มองว่าเต็มที่สิ้นปีนี้น่าจะทำได้แค่ 2 หมื่นล้านบาท จึงอาจจะขอขยายไปถึงเดือนมีนาคมปีหน้า แต่จนถึงธันวาคมปีนี้ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะเหมือนเป็นการวัดผลการทำงานของ บสย.เองด้วย
ส่วนแผนงานในปีหน้า จะเป็นแผนงานที่เข้มข้นขึ้น อาจจะกำหนดเป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อ 3 หมื่นล้านบาท เท่ากับปีนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจมากที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วยในการสนับสนุนวงเงินชดเชยส่วนต่างความสูญเสีย โดยสิ่งหนึ่งที่ต้องดูแลคือ ไม่ให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกินทุนจนหมด



