
ชัยภูมิแชมป์อ้วนลงพุง
ชัยภูมิแชมป์อ้วนลงพุง กรมอนามัยเผย 10 จังหวัดพุงหลาม สธ.ระบุปี 49 ไทยต้องสูญเสียจีดีพีถึง 4.2 ล้านบาทจากโรคเรื้อรังที่มาพร้อมความอ้วน คาดเพิ่มขึ้นอีก 13 เท่า ในอีก 6 ปี จับมือมท.เร่งฟิตหุ่นผู้ว่าฯ นายอำเภอ อบจ. อบต. หวังเป็นตัวอย่างกระตุ้นชาวบ้านตื่นตัวลด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในโครงการ “จังหวัดไร้พุง มุ่งสู่สุขภาพดี” ด้วยการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคอ้วนลงพุง หรือเมตาบอลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome) โดยใช้หลักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ และให้ทุกจังหวัดแข่งขันรณรงค์จังหวัดไร้พุง มุ่งสู่สุขภาพดี เพิ่มบุคคลต้นแบบไร้พุงและองค์กรต้นแบบไร้พุงให้มากขึ้น
นายวิทยา กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์เจ็บป่วยของคนไทย ในปี 2550 มีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมอง และปอดอุดกั้นเรื้อรัง เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศกว่า 2 ล้านราย มากที่สุดคือโรคความดันโลหิตสูง มีกว่า 1 ล้านราย ในจำนวนนี้มีกว่า 2 แสนราย เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ทั้งไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคหัวใจ โดยแนวโน้มการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจระดับประเทศ ในปี 2549 คาดประมาณว่าโรคหัวใจ อัมพาต และเบาหวาน ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลผลิตมวลรวมประเทศ หรือจีดีพี (GDP) ถึง 4,200 ล้านบาท หากไม่เร่งแก้ไข ในปี 2558 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า การสูญเสียผลผลิตมวลรวมประเทศจะเพิ่มเป็น 52,150 ล้านบาท หรือเกือบ 13 เท่า แต่หากมีมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ดี จะช่วยลดการสูญเสียผลผลิตมวลรวมประเทศได้ถึงร้อยละ 10 – 20 หรือ 5,000 – 10,000 ล้านบาท
“ผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยเซ็นต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา ปี 2552 พบว่า คนที่มีภาวะเสี่ยงโรคเบาหวาน หากลดน้ำหนักลงได้ 7 %จะช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 58 % ส่วนผู้มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคตับ ไขมันเกาะตับ และมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หากลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5 %ขึ้นไป เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 9 เดือน จะช่วยลดไขมันที่เกาะตับ ช่วยให้อินซูลินทำงานดีขึ้น ถ้าลดน้ำหนักได้ 9 %จะช่วยฟื้นฟูสภาพของตับให้ดีขึ้น”นายวิทยากล่าว
นายถาวร กล่าวว่า มท.จะให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับโครงการนี้ โดยจะเริ่มจากการให้หัวหน้าส่วนราชการในแต่ละจังหวัด ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด 75 จังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา นายอำเภอ 877 คน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) 75 คน นายกเทศมนตรี 1,631 คน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) 6,314 คน และหัวหน้าส่วนราชการอื่น นำร่องในการลดพุงเป็นตัวอย่าง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนในพื้นที่มุ่งมั่นในการลดพุง ช่วยให้คนไทยกว่า 63 ล้านคนมีสุขภาพดี โดยให้เริ่มดำเนินการทันที
นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้เริ่มดำเนินโครงการคนไทยไร้พุง ด้วยหลัก 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ตั้งแต่ ปี 2550 พบว่าระยะเวลาเพียง 4 เดือน ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 9 กิโลกรัม รอบเอวลดลงเฉลี่ย 9 เซนติเมตร โดยน้ำหนักสูงสุดที่ลดได้คือ 28 กิโลกรัม และรอบเอว 25 เซนติเมตร
นพ.โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า รายงานความชุกอ้วนลงพุงของหัวหน้าส่วนราชการภูมิภาค ซึ่งสำรวจในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการในทุกจังหวัดทั่วประเทศเมื่อปี 2551 ด้วยการวัดรอบเอวโดยหากมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในเพศชายและเกิน 80 เซนติเมตรในเพศหญิงถือว่าอยู่ในภาวะอ้วนลงพุง พบว่า จังหวัดที่หัวหน้าส่วนราชการมีภาวะอ้วนลงพุงมากที่สุด 10 จังหวัดแรก ได้แก่ 1. ชัยภูมิ 81.16 % 2.ประจวบคีรีขันธ์ 60 % 3.แม่ฮ่องสนอ 57.45 % 4.เพชรบูรณ์ 55.46 % 5.นครราชสีมา 53.7 % 6.ชลบุรี 52.44 % 7.อุตรดิตถ์ 50.51 % 8.ลพบุรี 49.12 % 9.นนทบุรี และ10.สุราษฎร์ธานี 46.7 % ส่วนจังหวัดอื่นๆก็ประสบภาวะอ้วนลงพุงเช่นเดียวกันเพียงแต่อาจจะไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกและมีสัดส่วนประมาณ 30-40 %
ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดที่สามารถพิชิตอ้วน พิชิตพุงได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับรางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ เงินสด 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินสด 80,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินสด 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณทุกรางวัล ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละเขต จะได้รับรางวัลเงินสด 20,000 บาทพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ



