
จับมือปืนยิงประธานอบต.เขาวง
ตำรวจตามรวบมือยิงประธานสภา อบต.เขาวงได้แล้ว 1 ราย ส่วนอีกคนยังหลบหนีการจับกุม คาดมาจากเรื่องชูสาว แต่ก็ยังไม่ตัดทิ้ง เรื่องความขัดแย้ง การเมืองท้องถิ่น
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 มี.ค.52 พล.ต.ต.อุฬาร อเนกบุณย์ ผบก.ภจว.สระบุรี ได้จัดให้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชวน ที่ห้องประชุม สภ.พระพุทธบาท พร้อมคณะนายตำรวจประกอบด้วย พ.ต.อ.อัครวัฒน์ พิพัฒน์โชติกร รอง.ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.เชิดชัย ศรศิลป์ ผกก.สภ.พระพุทธบาท ร่วมกันแถลงข่าว
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 มี.ค.52 เวลาประมาณ 06.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพุทธบาท ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่น จนได้รับบาดเจ็บที่ถนนสายหลังโรงงานปูนซีเมนต์ไทยเขาวง ท้องที่หมู่ 2 ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จึงไปยังที่เกิดเหตุ พบรถยนต์โดยสารสองแถวบรรทุก 6 ล้อ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 10-1492 สระบุรี เฉี่ยวชนต้นไม้จอดอยู่ริมถนนบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 22/4 หมู่ 2ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี
จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ผู้ถูกยิงคือ นายสุรศักดิ์ ทรัพย์ภักดี อายุ 52ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 2 ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท และมีตำแหน่งเป็นประธานสภา อบต.เขาวง เป็นผู้ขับขี่รถโดยสารคันดังกล่าว โดยเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น.ของวันเดียวกัน ขณะที่นายสุรศักดิ์ ขับรถยนต์รับส่งเด็กนักเรียนในหมู่บ้าน เพื่อจะนำนักเรียนไปส่งโรงเรียนมา
และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้าย 2 คนใช้รถ”จยย”ยี่ห้อฮ้อนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน โดยคนร้ายผู้ขับขี่ สวมหมวกกันน๊อก สีชมพู และคนร้ายอีกคนนั่งซ้อนท้ายมา คนร้ายได้ขับขี่รถจยย. ประกบรถยนต์โดยสารของนายสุรศักดิ์ ทางด้านขวามือในระยะประชิด และคนร้ายนั่งซ้อนท้ายได้ใช้อาวุธปืนยิง นายสุรศักดิ์ ฯขณะขับขี่รถโดยสาร จำนวน 3นัดเข้ากรามละกกหู จำนวน 3 แห่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นคนร้ายได้ขับขี่รถจยย.หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ได้นำผู้ถูกยิงส่งโรงพยาบาลพระพุทธบาท แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวถึงแก่ความตายระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ต่อจากนั้น ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ได้นำตัวพยานที่โดยสารมากับรถขณะเกิดเหตุไปสอบสวนให้ปากคำเป็นพยาน พร้อมสเก๊ตภาพคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจยย.ที่กองวิทยาการ จ.สระบุรี
จากการสอบสวนของตำรวจในเบื้องต้น คาดว่าเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น หรือเรื่องชู้สาว พล.ต.ต.อุฬาร อเนกบุณย์ ผบก.ภจว.สระบุรี จึงได้สั่งชุดสืบสวน แยกกันทำการสืบสวนเป็น 2 ชุด สืบสวนตามประเด็นดังกล่าว โดย จนท.ได้สืบทราบว่า ก่อนหนี้ นายสุรศักดิ์ ผู้ตาย ได้ไปติดพันธ์ฉันชูสาวกับ ด.ญ.แตน (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี เด็กนักเรียนของโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในเขต อ.เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งผู้ตายขับรถโดยสารรับส่งไปโรงเรียนทุกวัน และปัจจุบันเด็กหญิงคนดังกล่าวอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองคือ นางวารี สายประสาท มารดา และนายสายพาน แดงโสภา พ่อเลี้ยง
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปเชิญตัว นายสายพาน พ่อเลี้ยงมาทำการสอบสวนปากคำ พร้อมกับนำรถจยย.ยี่ห้อฮ้อด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน ขขง- 852 สระบุรี เป็นของนายสายพานจอดอยู่ที่บ้านพัก ตร.จึงนำรถจยย. คันดังกล่าวมาให้พยานดู แล้วยืนยันว่ารถจยย. มีลักษณะตรงกับรถที่สองคนร้ายใช้ก่อเหตุ
จากการสอบสวนนายสายพาน (พ่อเลี้ยง) ทราบว่า มีน้องชายอีกคนหนึ่งชื่อนายสุวรรณ แดงโสภา อายุ 32 ปี อยุ่บ้านเลขที่ 30/1 หมู่ 6 ต.เขาดินพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เป็นคนงานของ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส์ จำกัดสาขา อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตำรวจจึงได้คัดสำเนาภาพถ่ายของนายสุวรรณ จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ พบว่า มีลักษณะเหมือนกับภาพสเก๊ตซ์ของคนร้ายเป็นอย่างมาก จึงได้นำภาพถ่ายดังกล่าวไปให้พยานดู
ซึ่งพยานทั้ง 2 คนดูและยืนยันว่าเป็น นายสุวรรณ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เป็นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายรถจยย. และเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิง นายสุรศักดิ์ ผู้ตายขณะเกิดเหตุ ตำรวจชุดสืบสวนได้ไปตรวจสอบที่บ้านของนายสุวรรณ อีกครั้งพบหมวกกันน๊อกสีชมพู ซึ่งเป็นของนายสุวรรณ ผู้ต้องหาจึงนำมาให้พยานดู แล้วยืนยันว่าเป็นหมวกกันน๊อกตรงกับหมวกของคนร้ายที่ขับขี่รถจยย.ขณะเกิดเหตุ
ดังนั้น พนักงานสอบสวน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดสระบุรี อนุมัติหมายจับนายสุวรรณ ผู้ต้องหา พร้อมตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและพกพาอาวุธปืนโดยมีเหตุอันไม่สมควร ตามหมายจับที่ 189/2552 ลงวันที่ 2มี.ค.2552 ในวันเดียวกันกับ(วันเกิดเหตุ 2มี.ค.52)
จากนั้นเมื่อเวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถจับกุมตัว นายสุวรรณ แดงโสภา อายุ 32 ปีตามหมายจับของศาล จ.สระบุรี พร้อมกับนำตัส่งมอบให้ ร.ต.ท.ปรัชญา จารุพงษ์ปรีดา ร้อยเวรเจ้าของคดี สภ.พระพุทธบาท ทำการสอบสวนดำเนินคดี โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนคนร้ายที่ยังหลบหนี้การจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนหนึ่ง จะได้สืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



