ข่าว

 จะกู้..จะลงทุน..‘ไม่รู้’ไม่ได้

จะกู้..จะลงทุน..‘ไม่รู้’ไม่ได้

08 พ.ย. 2552

“ร้อนแรง” ทีเดียวสำหรับรายการ “ตาสว่าง” ที่ออกอากาศไปเมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังจากพิธีกรและเจ้าของรายการอย่าง “ดู๋" สัญญา คุณากร เชิญตลกชื่อดังอย่าง “เทพ โพธิ์งาม” ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย มาร่วมรายการ โดยมีพิธีกรร่วมอย่าง “

เหตุการณ์ในรายการว่า “ร้อนแรง” แล้ว แต่กระแสในโลก “ไซเบอร์” ที่เรียกว่า ควันหลง ร้อนแรงกว่านั้นหลายเท่าตัว เพราะมีการนำคลิปรายการมาโพสต์ให้ได้ชมกันจะจะ

 หากตัดการพูดจาโดยใช้ “อารมณ์” เป็นหลักของตลกชื่อดังออกไปแล้ว กรณีที่เกิดขึ้นอาจทำให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่รู้” ที่กลายเป็นต้นตอของปัญหา เพราะกรณีนี้ “เทพ โพธิ์งาม” พยายามถามหาและเรียกร้องความยุติธรรมจากธนาคารพาณิชย์ที่เขามองว่า “โขก” ดอกเบี้ย หรือคิดดอกเบี้ยตามอำเภอใจ ขาดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน จนทำให้มูลหนี้จาก 7.5 แสนบาท กลายเป็น 3 ล้านบาท

 แม้ว่า ผู้ดำเนินรายการร่วมอย่าง “วีระ” และตัวแทนจากสภาทนายความจะพยายามชี้แจงให้ฟังว่า เวลากู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ ทางแบงก์จะแจ้งอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยปกติให้ลูกค้าทราบตั้งแต่ตอนทำสัญญา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นักแสดงตลกชื่อดังเข้าใจอะไรมากขึ้น เพราะยังติดอยู่กับประเด็นเดิมที่ว่า แบงก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

 ดังนั้น สำหรับลูกหนี้แบงก์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะกู้ไปแล้ว หรือกำลังคิดจะกู้ พึงระลึกไว้เสมอว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะแจ้งในสัญญาเงินกู้ กรณีที่ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตรา (สูงมาก) เป็นพิเศษ อย่างเช่น ธนาคารออมสิน กำหนดไว้ชัดเจนว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเคหะแบบคงที่ในปีที่ 1 อยู่ที่ 1.25% ต่อปี แต่หากผิดนัดชำระจะอยู่ที่ 14.00% ต่อปี มากกว่ากันไม่รู้กี่เท่าตัว!!

 เช่นเดียวกับดอกเบี้ยบัตรเครดิต ที่หากว่าผู้ใช้บริการไม่เคยผิดนัดชำระ ไม่เคยจ่ายขั้นต่ำ แต่จ่ายเต็มวงเงินครบตามกำหนดทุกครั้ง สถาบันการเงินผู้ให้บริการบัตรเครดิตก็ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยได้แม้แต่สตางค์เดียว หากแต่เมื่อใดที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระหนี้ การคิดดอกเบี้ยจะพุ่งพรวด โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 20%

จากยอดหนี้คงค้างหลักไม่กี่แสน ก็กลายเป็นหลักล้านได้ในเร็ววัน และทั้งหมดนี้ แบงก์ไม่ได้กำหนดขึ้นเอง แต่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้ ซึ่งลูกหนี้ทุกคนต้องรับรู้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกู้ หรือเรื่องลงทุน ขึ้นชื่อว่า เรื่องเงินๆ ทองๆ จะบอกแค่ “ไม่รู้ ไม่เห็น” แล้วทุกอย่างจบกันคงไม่ได้ เพราะล้วนเป็นเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองที่ต้อง “ดูแลและใส่ใจ” อย่าง “ใกล้ชิด” ทั้งนั้น

เห็นแบบนี้แล้ว นึกถึงครั้งที่ได้พูดคุยกับอดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ “ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์” และ “ภัทรียา เบญจพลชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนปัจจุบัน ในโอกาสครบรอบ 5 ปีห้องสมุดมารวยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ห้องสมุดมารวย เกิดขึ้นจากความตั้งใจของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ท่านที่ 9 นั่นคือ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” ที่จะสร้างความเท่าเทียมในเรื่องของการให้ความรู้แก่ผู้สนใจด้านการลงทุน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ แนวคิดเล็กๆ น้อยๆ ในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งตำแหน่งที่ตั้งของประตูทางเข้า ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจัดวางไว้ “ด้านใน” อาคารตลาดหลักทรัพย์ กลับกลายเป็นการวางตำแหน่งของประตูไว้ “ด้านนอก” เพื่อบอกความนัยแห่งการเปิดรับทุกคนจากภายนอกเข้าสู่ภายใน

หรือแม้แต่แนวคิด “ชั้นบนเงียบกริบ ชั้นล่างกระซิบได้” ตลอดจนการจัดกิจกรรมที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่รู้สึกถึงความเป็นมิตรของห้องสมุดอย่างแท้จริง

สำคัญเหนืออื่นใด คือ สิ่งที่เจ้าของชื่อห้องสมุดอย่าง “ดร.มารวย” บอกว่า ในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด จากสิ่งที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ท่านก่อนๆ ดำเนินการมา จนกระทั่งถึงสมัยของท่านที่อยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2528-2535 ทุกอย่างมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเข้าถึงความรู้เป็นไปอย่างสอดรับกับสถานการณ์
แม้กระทั่งข้อคิดกินใจของนักเลงหุ้นรุ่นโบราณอย่าง “โกศล ไกรฤกษ์” ที่ดร.มารวย บอกว่า เป็นวาทะที่จารึกอยู่อย่างเนิ่นนาน นั่นคือ ถ้าคิดจะลงทุนในหุ้น “อย่าเสียดาย ไม่เช่นนั้นจะเสียใจ” และการทำความรู้จักกับสิ่งที่ลงทุนอย่างถ่องแท้

จะเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องกู้ หรือเรื่องลงทุน ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ “ต้องรู้” อย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่ “ไม่รู้” อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด เพราะอาจหมายถึง “การล้มละลาย” !!!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]