
นราธิวาสประกาศเขตภัยพิบัติทั้งจังหวัด
นราธิวาสประกาศเขตภัยพิบัติทั้งจังหวัดแล้ว มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 193 หมู่บ้าน 56 ตำบล ถนนสายหลักและสายรองยังจมอยู่ใต้น้ำกว่า 50 สาย ทางด้านจ.ตรังประกาศพื้นที่ 4 อำเภอ เป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินจากสถานการณ์น้ำท่วม
(7พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมจากพื้นที่ จ.นราธิวาส ว่า บรรยากาศโดยทั่วไปท้องฟ้าเริ่มแจ่มใสแต่ยังมีเฆมฝนแพร่ปกคลุมในบางพื้นที่ แต่สภาวะน้ำท่วมขังบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรของราษฏรยังคงมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอิทธิพลของน้ำป่าซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่บนเทือกเขาสันกลาคีรีในพื้นที่ อ.สุคิริน ได้ไหลทะลักลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก 3 สาย คือ แม่น้ำสุไหงโก-ลก บางนราและแม่น้ำสายบุรี ซึ่งล้นตลิ่งอยู่แล้ว ได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรของราษฏรเป็นวงกว้างในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส โดยมีปริมาณน้ำท่วมขังสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 1-2 เมตร
ซึ่งล่าสุด นายเฆธา เฆฆารัฐ ผอ.สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นราธิวาส ได้สรุปความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ จากผลพวงของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 วัน ทำให้ราษฏรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 193 หมู่บ้าน 56 ตำบล 13 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 10.264 ครัวเรือน รวม 18.415 คน และได้อพยพชาวบ้านในพื้นที่ อ.สุคิริน จำนวน 951 คน ซึ่งปลูกสร้างบ้านบริเวณเชิงเขาและทางน้ำ ไปพักอาศัยชั่วคราวในพื้นที่สูงแล้ว
นอกจากนี้แล้วอุทกภัยที่เกิดขึ้นยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนของราษฏร ถูกกระแสที่ไหลเชี่ยวกรากพัดบ้านเรือนได้รับความเสียหายบางส่วน จำนวน 10 หลัง ในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี 6 หลัง อำเภอเมืองนราธิวาส 4 หลัง และยังมีบ้านเรือนของราษฏรได้รับความเสียหายทั้งหลังที่ถูกดินถล่มใส่บ้านพักอีก 3 หลัง ในพื้นที่ อ.ศรีสาคร ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรสำรวจพบในเบื้องต้นถูกน้ำท่วมขังไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5.000 ไร่
ด้านความช่วยเหลือนั้นล่าสุด พ.อ.เฉลิมชัย สุทธินวล ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 พ.ท.ธนิต แสงจันทร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส 38 และนายปรีชา นวลน้อย ปลัดอาวุโสอำเภอระแงะ ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่น้ำเครื่องอุปโภคบริโภคขึ้นเรือท้องแบนออกตระเวนแจกจ่ายให้กับราษฏร รวมทั้งให้กำลังพลทำกระสอบทราย เพื่อนำไปทำพนังกั้นน้ำวางตามจุดต่างๆที่น้ำอาจจะไหลทะลักเข้าท่วมศาสนสถานสำคัญๆทั้งวัดและมัสยิดในอีกทางหนึ่งด้วย
จากผลพวงของอุทกภัยในครั้งนี้ ทำให้นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส ต้องประกาศพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ เป็นเขตภัยพิบัติแล้ว เนื่องจากมีแนวโน้มราษฏรได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จากภาวะน้ำท่วมที่มีระดับสูงขึ้นและหากฝนตกลงมาอีกในระยะนี้
ด้านนายโส เหมกุล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดที่น้ำได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของราษฎรในพื้นที่จังหวัดตรัง อันเนื่องมาจากผลกระทบจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ซึ่งส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในจังหวัดต่างๆ ฝั่งทะเลอ่าวไทย รวมทั้งในพื้นที่จังหวัดตรัง ว่า ล่าสุดทางจังหวัดตรังได้ประกาศให้พื้นที่ทั้งหมด 4 อำเภอ เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว ประกอบด้วย อำเภอรัษฎา วังวิเศษ ปะเหลียน และนาโยง
ทั้งนี้ในส่วนพื้นที่อำเภอรัษฎา ซึ่งประสบภัยน้ำท่วมเป็นอำเภอแรกของจังหวัดตรังนั้น ล่าสุดไม่มีฝนตกเพิ่มเติม ทำให้ปริมาณน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่น้ำมาเพิ่มในพื้นที่ด้านล่างคือ อำเภอวังวิเศษ ราษฎรได้รับผลกระทบ 5 ตำบล 33 หมู่บ้าน รวมจำนวนหลายร้อยหลังคาเรือน ประกอบด้วย ตำบลท่าสะบ้า อ่าวตง วังมะปราง วังมะปรางเหนือ และเขาวิเศษ ขณะนี้ปริมาณน้ำยังทรงตัวต่อจากเมื่อวานนี้ ส่วนพื้นที่ตำบลหนองตรุด และตำบลบางรัก ของอำเภอเมืองตรัง ปริมาณน้ำก็ยังทรงตัวจากเมื่อวานเช่นเดียวกัน
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง กล่าวอีกว่า ส่วนน้ำจากเทือกเขาบรรทัด พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดตรัง กับจังหวัดพัทลุง ที่ไหลลงสู่แม่น้ำปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ส่งผลให้ 3 ตำบลของอำเภอปะเหลียน ได้รับผลกระทบ เช่น ตำบลปะเหลียน บางด้วน และแหลมสอม รวม 33 หมู่บ้าน เป็นจำนวนผู้ได้รับความเดือดร้อนหลายร้อยหลังคาเรือนแล้ว แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปะเหลียนก็ยังทรงตัว เชื่อว่าหากฝนไม่ตกลงมาเพิ่มเติมอีก ปริมาณน้ำน่าจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศโดยทั่วไปของ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและตกหนักเป็นบางช่วง โดยเฉพาะพื้นที่ริมชายหาดของ อ.ท่าชนะ และ อ.ไชยา เกือบทุกแห่ง มีน้ำทะเลหนุนสูงทำให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรของชาวบ้านที่อยู่ริมฝั่ง รวมทั้งท่วมถนนหลายสายในหมู่บ้านทำให้การสัญจรไปมาไม่สะดวก นอกจากนั้นเรือโดยสารข้ามฟากกลางคืนไปหมู่เกาะต่าง ๆ จากท่าเทียบเรือเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี -เกาะสมุย , เกาะพะงันและเกาะเต่า รวมทั้งเรือท่องเที่ยวระหว่างหมู่เกาะงดบริการไม่มีกำหนดหากช่วงไหนที่มีคลื่นลมแรงจัด ห้ามออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด
ขณะที่นายสันทัด ณ นคร นายอำเภอท่าชนะ กล่าวว่า พื้นที่ อ.ท่าชนะโดยภาพรวมยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ยกเว้นบริเวณริมชายหาด ที่ช่วงกลางวันมักจะมีน้ำทะเลหนุนทำให้ท่วมบ้านเรือนขาองชาวบ้าน แต่ในช่วงเย็นน้ำจะลด ทั้งนี้ในส่วนของบ้านเรือนชาวบ้านบางหลังที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ทำการรื้อถอนนำเอาไม้ที่ใช้การได้ให้เจ้าของบ้านเก็บไว้เพื่อเตรียมสร้างใหม่ ดีกว่าปล่อยให้คลื่นซัดหายไป ส่วนการช่วยเหลือเบื้องต้นได้จัดชุดเฉพาะกินเตรียมดำเนินการอพยพชาวบ้านไปอยู่ในที่ปลอดภัย หากเกิดภาวะฉุกเฉิน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับในเรื่องของเครื่องอุปโภค บริโภคช่วงนี้ชาวบ้าน ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพียงแต่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เท่านั้น ส่วนความเสียหายด้านอื่นๆ อยู่ในระหว่างการสำรวจ
ส่วนที่ อ.ไชยา นายนิคม ปิ่นแก้ว นายอำเภอไชยา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีน้ำทะเลหนุนเช่นกัน แต่วันนี้ระดับน้ำเริ่มลดลง อย่างไรก็ตามได้เตรียมพร้อมในการช่วยเหลือตลอดเวลา ซึ่งหากปริมาณฝนไม่ตกลงมาเพิ่มคาดว่าไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
ด้านนายณัฏฐจักร ภู่ประเสริฐ นายสถานีอุตุนิยมวิทยาอุทกพระแสง จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สภาวะอากาศ ที่ สถานีอุตุนิยมวิทยาอุทกพระแสง อ.พระแสง จ. สุราษฎร์ธานี ปริมาณน้ำฝนรวบรวมบริเวณเหนือลุ่มน้ำตาปีทั้งหมด ที่มีผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำตาปี ที่ อำเภอพระแสง รวบรวมได้ 326.3 มิลลิเมตร ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี วัดได้ 4.26 เมตร คาดว่า ในระยะ 1-2 วันนี้ ระดับน้ำในลำน้ำตาปี ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาอุทกพระแสง จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกเหนือลุ่มน้ำตาปีมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่วนท้องทะเลยังมีคลื่นลมแรงเป็นบางช่วง ประมาณ 2-3 เมตร



