
"ปชป.หนุนมาตรการรัฐบาลตอบโต้เขมร
"จี้"ทบทวนข้อตกลงรัฐบาลทักษิณโยงใยผลประโยชน์ส่วนตัว สงสัย จุดยืน แม้ว อิงประโยชน์ อดีตนายกฯ หรือ ที่ปรึกษารัฐบาลเขมรวอนสื่อ ร่วมตรวจสอบ ที่มา-ผลประโยชน์ ทับซ้อน เชื่อ บิ๊กจิ๋ว เดินสายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่กระทบความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยใน
(6พ.ย.)นพบุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าการแต่งตั้งบุคคลใดมาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลใด เป็นเรื่องภายในของประเทศนั้น ๆ และประเทศไทยยืนยันในแนวปฏิบัติไม่แทรกแซงกิจการภายในของมิตรประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งยืนยันหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในมาตลอดเวลา 40 ปี อีกทั้งการที่รัฐบาลกัมพูชาออกมายืนยันว่า จะไม่ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีเป็นการแสดงเจตนาให้ที่พักพิง
พรรคขอเรียนว่าเป็นที่รับรู้กันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากจะเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ที่มีการวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดและหนีการจับกุมพ.ต.ท.ทักษิณ ยังใช้แผ่นดินของประเทศที่ให้ที่พักพิงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่อง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศและสนับสนุนให้เกิดจลาจล วุ่นวายในประเทศเพื่อล้มรัฐบาลในประเทศไทยต่อเนื่อง ดังนั้น มิตรประเทศใดหากคิดที่จะให้ใช้แผ่นดินลี้ภัยก็ขอให้ทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือนักโทษในคดีการเมือง ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ว่าด้วยการวางมาตรฐานของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังสนับสนุนที่รัฐบาลได้ดำเนินการเรียกทูตกลับประเทศไทย และดำเนินมาตรการอื่น ๆ ทั้งเรื่องการทบทวนบทบัญญัติและข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อที่จะเป็นบรรทัดฐานมิให้ประเทศใดใช้เป็นข้ออ้างดังกล่าว ไม่ดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่มีการตกลงกันไว้ ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ แบบแผนของการวางนโยบายสมัย รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านมา ปรากฏว่ามีหลายกรณี ที่เห็นได้ว่าการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกฯ มีการใช้อำนาจของรัฐ บรรลุข้อตกลงหลายอย่าง ซึ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากสภาพการเป็นนายกฯ แล้ว ได้พยายามแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจกับข้อตกลงดังกล่าว 2-3 เรื่อง
เรื่องแรก คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา อ้างสิทธิในหลายพื้นที่ทับซ้อนกัน ซึ่งลงนามไว้ 18 มิ.ย. 2544 และต่อมาได้มีรายงานในสื่อมวลชนหลายแขนง ว่าผลจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โดยเฉพาะการสำรวจทรัพยากรบริเวณเขตพื้นที่รอยต่อไทยกัมพูชา พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามขอสัมปทาน เพื่อไปพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการติดต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งได้รับคำยืนยันทั้งจากรัฐมนตรีของกัมพูชาและรองผบ.ทบ.ของไทย ว่ามีความพยายมดังกล่าวจริง
เรื่องที่ 2 บรรดามติครม.ที่มีการดำเนินการต่อเนื่องทั้งเรื่องการพัฒนาบริเวณที่เกาะกง - สะแรอัมเบิล ในกัมพูชา เพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 48 และได้มีมติครม.ประมาณ 10 ครั้ง ซึ่งรัฐบาลไทยให้การสนับสนุนพัฒนาถนนไปยังพื้นที่ดังกล่าว บนพื้นฐานความร่วมมือที่ดี แต่เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากตำแหน่ง มีรายงานข่าวในสื่อมวลชนกัมพูชาว่า มีการคัดค้านการที่รัฐบาลมอบสัมปทานเกาะกง ให้กับอดีตนายกฯไทยเป็นเวลา 99 ปี ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าทำให้ความพยายามของพ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะนั้นได้หยุดยั้งไปชั่วคราว จนปัจจุบัน มีการดำเนินการไปเยือนกัมพูชา หลายครั้งเพื่อแสวงหาประโยชน์ควบคู่กันกับการที่จะใช้พื้นที่ที่ตัวเองแสวงหาประโยชน์ และใช้เป็นที่พักพิงเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างต่อเนื่อง ดังที่เคยทำมาขณะที่พักพิงอยู่ที่ตะวันออกกลาง
เรื่องที่ 3 เดือน ส.ค. 2546 มีการจัดทำแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจเขตแดนร่วมระหว่างไทย - กัมพูชา หรือ ที่เรียกย่อ ๆ ว่า ทีโออาร์ 2546 ซึ่งในข้อตกลงข้อที่ 1 .ค. มีการระบุถึงพื้นที่ 1 : 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่กัมพูชาใช้เป็นข้อต่อสู้ในกรณีข้อพิพาทระหว่างชายแดนไทย - กัมพูชาต่อเนื่อง และรัฐบาลไทยได้ให้การปฏิเสธการยอมรับแผนที่ดังกล่าว ทั้งนี้ ผลจากทีโออาร์ ปี 2546 ได้มีผลผูกพันต่อมาทำให้ข้อต่อสู้ของรัฐบาลกัมพูชา สามารถอ้างอิงถึงการยอมรับแผนที่ ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นให้การปฏิเสธมาโดยตลอด
ในข้อตกลงดังกล่าวพรรคมีความเห็นว่า อยากให้รัฐบาลดำเนินมาตรการต่อเนื่องตามข้อ 3 ที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงการณ์ไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย. โดยให้ดำเนินการตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 1969 ตามข้อ 54-56 เพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจและแผนแม่บทข้อกำหนดในปี 2544 และ 2546 เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณ มีการเตรียมการใช้มิตรประเทศเคลื่อนไหวต่อเนื่องในการหาผลประโยชน์ และดำเนินการจะสร้างความวุ่นวายและไม่มั่นคงขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นการป้องกันเหตุดังกล่าวของรัฐบาล
“อยากให้สื่อมวลชนร่วมกันตรวจสอบ ในเรื่องที่มาและผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกัน และคิดว่าเหตุการที่ตามมาจากการเดินสายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.ชวลิต (ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยภายใน และต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องการดำเนินการตามยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแทรกแซงการในเมืองในประเทศไทย ซึ่งขับเคลื่อนโดยพรรคเพื่อไทย ร่วมกับอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ ชักศึกนอก ก่อศึกใน สร้างความวุ่นวาย ” ” นพ.บุรณัชย์ กล่าว
ยังเป็นที่กังวลถึงการพยายามขับเคลื่อนต่อเนื่องไปยังประเทศอื่น ๆ ซึ่งอยากให้ประเทศเหล่านั้นมีโอกาสฉุกคิดและดูเหตุผล และ กรณีที่เกิดขึ้นจากการเยือนประเทศกัมพูชาต่อเนื่องมาจนเกิดปัญหาความสัมพันธ์ และอยากให้คนไทยได้ติดตามว่าต่อจากนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นจากการที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองได้เตือนด้วยความหวังดีว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสุ่มเสี่ยงและต้องระมัดระวังต่อการทรยศประเทศชาติ
ในส่วนของหลายเรื่องมีมติครม.ไปแล้ว แต่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่ เป็นผลประโยชน์ที่จะต้องเจรจาต่อรองระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ ทีนี้เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯทักษิณ ขณะนั้นเป็นผู้บริหารประเทศและลงนามในบันทึกตกลงดังกล่าว และในวันนี้ท่านมีสถานะเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาเมื่อมีการเจรจาเกิดขึ้น คำถามที่สำคัญคือพ.ต.ท.ทักษิณจะยืนอยู่ข้างไหน จะรักษาผลประโยชน์ในฐานะใด ในฐานะอดีตนายกฯหรือฐานะที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบัน



