
อภิสิทธิ์ยืนยันไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนญี่ปุ่น
นายกฯกล่าวสุนทรพจน์กับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น ยืนยันไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุน
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล www.thaigov.go.th รายงานว่าวันที่ 6 พ.ย.เวลา 12.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ที่สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japanese Chamber of Commerce and Industry – JCCI) เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง Fuji โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรได้กล่าวสุนทรพจน์ สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่สมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นได้เชิญมาร่วมรับประทาน อาหารกลางวันในวันนี้ และยินดีที่ได้ทราบว่านายฟูจิโอะ มิตาไร ประธานของสมาพันธ์จะนำคณะผู้บริหารระดับสูงเดินทางเยือนไทยในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 5 ปี
นายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการพัฒนาอนุภูมิภาค ลุ่มน้ำโขง โดยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาและให้ความช่วยเหลือแก่อนุ ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประเทศไทยตระหนักดีถึงความสำคัญของการพัฒนาความเชื่อมโยง (Connectivity) ใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยครอบคลุมในหลายสาขาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาความมั่งคั่งของอนุภูมิภาคและจะช่วยส่งเสริมกระบวนการสร้าง ประชาคมอาเซียนอีกด้วย
จากการศึกษาของ UNESCAP พบว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์ด้านคมนาคมที่ยังขาดหายอยู่ (missing links) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งต้องใช้งบประมาณกว่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งภาคเอกชนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ทั้งนี้ประเทศไทยให้ความสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์แก่การเชื่อมโยงไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ประเทศไทยยังตระหนักดีถึงการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ควรละเลยประเด็นในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการกับความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนของอนุภูมิภาค ไทยมีความยินดีที่ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) ได้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น แม้ในภาวะที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ
ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงสัญญาณบวกหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงการเติบโต ทางเศรษฐกิจไทย และเน้นย้ำว่าไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนและการดำเนินธุรกิจของนักลงทุนญี่ปุ่น ในไทย โดยญี่ปุ่นสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความเชื่อมโยง (Connectivity) ในอนุภูมิภาค เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและตลาดอื่นๆทั่วโลกต่อไป



