
หอค้าไทยหนุนรัฐบาลตอบโต้ฮุนเซนชาติสำคัญกว่า
เลขาธิการหอการค้าอีสาน ระบุหอการค้าไทยหนุนรัฐบาลตอบโต้สมเด็จฮุนเซน แม้จะกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทยแต่ศักดิ์ศรีชาติสำคัญกว่า
(6 พ.ย.)ภายหลังจากที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของไทยเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา ส่งผลให้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงต่างประเทศได้ทำการตอบโต้ด้วยเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการกระทำของสมเด็จฮุนเซน ด้วยการเรียกตัวเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศ และขณะเดียวกันทางกัมพูชาเองก็ได้เรียกตัวเอกอัคราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับประเทศเช่นเดียวกัน
เรื่องนี้ นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกมาแสดงความคิดเห็นที่สนับสนุนให้รัฐบาลไทยดำเนินการตอบโต้ทางการทูตด้วยวิธีนี้ ถึงแม้ว่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจชายแดนไทยกัมพูชาก็ตาม ทั้งนี้ยืนยันว่าหอการค้าไทยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศมากกว่าเศรษฐกิจ
นายทวิสันต์ กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ใน 3 ด้านหลักๆ คือ 1.ด้านสังคม เนื่องจากประเทศไทยและประเทศกัมพูชามีเขตพรมแดนติดกันและประชาชนบริเวณนั้นต่างมีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดของไทย คือ สุรินทร์ ,ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาระหว่างประเทศขึ้นจะทำให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคน 2 ประเทศได้
2.ปัญหาด้านเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากมีการประกาศปิดพรมแดน ซึ่งประเทศไทยและกัมพูชามีการค้าและการลงทุนร่วมกันอยู่เป็นจำนวนเงินมหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน มีนักลงทุนของไทยเข้าไปลงทุนยังจังหวัดใหญ่ๆ ของกัมพูชา อย่างเช่น จังหวัดเสียมราฐ และกรุงพนมเปญ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนมากกว่า 13,000 ล้านบาท นอกจากนนี้ นักลงทุนรายย่อยซึ่งมีธุรกิจอยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตรซึ่งมีมูลค่าการลงทุนโดยรวมกว่า 1 แสนล้านบาท จะต้องมีผลกระทบและหยุดชะงักลง
และ 3.ปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งหากทั้ง 2 ประเทศมีความขัดแย้งกันจึงถึงขั้นต้องปิดพรมแดน ก็จะทำให้การดูแลแนวเขตชายแดนทางกองทัพภาคที่ 2 จะต้องรับงานหนักเพิ่มขึ้น เพราะแนวชายแดนไทยกัมพูชานั้นมีระยะทางที่ยาวมาก ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งจนไม่สามารถเปิดการค้าขายระหว่างประเทศได้ ก็จะเกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย ตามแนวตะเข็บชายแดน ดังนั้นทางกองทัพภาคที่ 2 จึงจำเป็นที่จะต้องรับภาระในจุดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
นายทวิสันต์ ยังกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน แต่ส่วนตัวกลับมองว่าการกระทำตามจุดยืนที่จะรักษาศักดิ์ศรีของประเทศของรัฐบาลไทยด้วยการเรียกตัวเอกอัคราชฑูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทูตนั้น ถือเป็นการกระทำที่เหมาะสมและสมควรแล้วกับการกระทำของสมเด็จฮุนเซน เพราะหากรัฐบาลไทยไม่กระทำการใดๆ ซึ่งเป็นการตอบโต้สมเด็จฮุนเซนเลย คิดว่าประชาชนคนไทยทั้งประเทศคงจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
และในส่วนของหอการค้าไทย โดยนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เองก็ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนที่สนับสนุนรัฐบาลไทยให้ดำเนินการทางการทูตกับกัมพูชาอย่างที่รัฐบาลกำลังปฏิบัติอยู่ และพร้อมที่แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กับทางกัมพูชา โดยเชื่อว่าตลาดการค้าการลงทุนของไทยไม่ได้มีเพียงประเทศกัมพูชาเพียงประเทศเดียว แต่ยังคงมีอีกหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าและมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับไทยเป็นอย่างดี ซึ่งทางหอการค้าทั่วประเทศก็มีจุดยืนเดียวกัน โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ทางภาคเอกชนไม่ได้คำนึงถึงระบบเศรษฐกิจ แต่คำนึงความเป็นชาติ ความมีศักดิ์ศรีของชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราไม่มีชาติแล้ว ต่อให้มีเศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ตนเองมองว่ายังไม้รู้ว่าการกระทำของสมเด็จฮุนเซน มีจุดประสงค์ใด ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำแล้วจะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งในส่วนนั้นตนเองไม่รู้ถึงเหตุผลที่แน่ชัด แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งเมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นมาแล้ว ทางเลขาธิการอาเซียนคือนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งเป็นคนไทย ต้องเรียกประชุมด่วนทันที เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดมีส่วนในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน



