
หญิงปวช.มีเซ็กส์ครั้งแรกสูงกว่าชาย-ปี60ต่ำกว่า20คลอด8หมื่น
โดย... พวงชมพู ประเสริฐ [email protected] -
พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 กำหนดให้วัยรุ่นมีสิทธิได้รับบริการ แต่ในสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หัวข้อการบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ช่วงอายุกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6-24 ปี รายการบริการที่ 18 ระบุให้เด็กและเยาวชนจะได้รับบริการถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน และคำแนะนำการใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง หน่วยบริการจำนวนมากไม่ได้มีบริการ ขณะที่จำนวนเยาวชนท้องก่อนวัยอันควรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ในการประชุมระดับชาติ สุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 3 “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจากยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน” นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านวิชาการในการจัดประชุม กล่าวว่า สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ข้อมูลจากกรมอนามัยล่าสุดในปี 2560 พบว่า จำนวนหญิงคลอดอายุ 10-19 ปี 84,578 คน จากจำนวนหญิงคลอดทั้งหมด 656,571 คน คิดเป็น 12.9% เมื่อแยกเป็นกลุ่มหญิงอายุ 10-14 ปี พบคลอด 2,559 คน คิดเป็น 1.3 ต่อพันประชากรของหญิงอายุ 10-14 ปีทั้งหมด ส่วนหญิงอายุ 15-19 ปี คลอด 82,019 คน คิดเป็น 39.6 ต่อพันประชากรหญิง 15-19 ปีทั้งหมด โดยมีจังหวัดที่มีอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปี มากกว่า 50 ต่อพันประชากร ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตาก ชลบุรี ระยอง นครนายก และสมุทรสาคร
นพ.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงที่น่าห่วงคือ นักเรียนมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ในระดับ ม.5 นักเรียนเคยมีเพศสัมพันธ์เพศชาย 1 ใน 4 เพศหญิง 1 ใน 5 การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดกับแฟน เพศชาย 76.5% เพศหญิง 71% ส่วนนักเรียนระดับ ปวช. 2 เคยมีเพศสัมพันธ์ เพศชาย 41% เพศหญิง 43.6% การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดกับแฟน เพศชาย 69.5% เพศหญิง 65.7% ที่น่ากังวลเนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ในระดับชั้น ปวช.2 นักเรียนหญิงเคยมีเพศสัมพันธ์มากกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ พบว่า อัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาทิ ซิฟิลิส หนองใน ติดเชื้อเอชไอวี อยู่ที่ 161 รายต่อแสนประชากร เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่อยู่ที่ 93 รายต่อแสนประชากร ถึง 72% ในช่วงเวลา 5 ปี
“ทางการแพทย์ถือว่าสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมส่งผลกระทบทั้งกายและใจ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อตัวหญิงตั้งครรภ์มีภาวะโลหิตจาง คลอดก่อนกำหนด ทำแท้งไม่ปลอดภัย ส่วนทารกที่คลอดเสี่ยงน้ำหนักแรกคลอดน้อย พัฒนาการช้า นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อปัญหาเศรษฐกิจและสังคมด้วย มีอัตราหย่าร้างสูง เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กที่เติบโตมาจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ไม่เหมาะสม เสี่ยงก่อปัญหาสังคมในอนาคต” นพ.วิวัฒน์กล่าว
วันเดียวกัน เยาวชนเครือข่ายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นทั่วประเทศ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) โดย น.ส.พรพรรณ ทองทนงศักดิ์ ผู้จัดการการให้คำปรึกษาห้องแชท เลิฟแคร์สเตชั่นดอทคอม กล่าวว่า พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 กำหนดให้วัยรุ่นมีสิทธิได้รับบริการ แต่ในสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หัวข้อการบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ช่วงอายุกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น 6-24 ปี รายการบริการที่ 18 ระบุให้เด็กและเยาวชนจะได้รับบริการถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน และคำแนะนำการใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง หน่วยบริการจำนวนมากไม่ได้มีบริการ เมื่อมีการสอบถามไปยัง สปสช.ได้รับคำตอบว่า หากหน่วยบริการจะให้บริการต้องทำเป็นโครงการพิเศษขอเข้ามา
“จำเป็นจะต้องมีการเปิดช่องทางให้วัยรุ่นได้รับการเข้าถึงบริการ โดยสปสช.ต้องพิจารณาให้เกิดแนวทางการดำเนินงานเรื่องนี้ให้เป็นจริงและเขาถึงง่าย โดยให้หน่วยบริการจัดถุงยาอนามัย ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินให้บริการฟรีแก่เยาวชน และอยากให้พิจารณาให้กระจายอุปกรณ์เหล่านี้ในจุดที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น ร้านขายยา ศูนย์เยาวชน หอพักเด็ก หรือในห้องน้ำสถานศึกษาเช่นในหลายประเทศที่ดำเนินการแล้ว และมีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นน้อยกว่าประเทศไทย เพราะยิ่งเราไม่ต้องการเห็นการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ก็ไม่ควรสร้างความทยุ่งยากในการปฏิบัติ เพราะหลายคนมีความจำเป็นต้องใช้บริการถุงยางอนามัยและยาคุมฉุกเฉินให้สะดวกและทันเวลา” น.ส.พรพรรณ กล่าว
ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกรรมการ สสส. คนที่ 2 กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 กำหนดเป้าหมายลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2569 โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้าน คือ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิต 2.ส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการป้องกันปัญหา 3.จัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์รวมถึงการคุมกำเนิดที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย 4.การดูแลช่วยเหลือและจัดสวัสดิการสังคมสำหรับวับยรุ่นที่ประสบปัญหา และ 5.การจัดการความรู้และระบบข้อมูล
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ในส่วนของการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ สสส. ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ได้สนับสนุนและทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาระบบและเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับรวมถุงกำลังพัฒนารูปแบบเครื่องมือในการเสริมทักษะพ่อแม่ในสถานประกอบการ เพื่อให้มีทักษะการสื่อสารเชิงบวกและพูดคุยเรื่องเพศกับลูกหลานวัยรุ่น นอกจากนี้ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหลากภาคส่วนดำเนินงานสื่อสารรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนฐานคิดในสังคมไทยให้มีมุมมองเชิงบวกต่อเรื่องเพศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน



