
"ก.ม.เก่า-สนธิสัญญา"ปัญหาส่งตัว"ราเกซ"ช้า
การนำตัว "ราเกซ สักเสนา" อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี ฐานยักยอกทรัพย์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ทำให้สังคมเริ่มมีความหวังกับคดีติดตามตัว "นักการเมือง" ที่ยังหลบหนีในต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีอีกครั้ง
สำหรับคดี "ราเกซ" ถือเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหนึ่ง "ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ" อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเดินทางไปติดตามคดีและรับตัว "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศ
"ศิริศักดิ์" ได้เล่าถึงเบื้องหน้าและเบื้องหลังรวมทั้งเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่มีสอนในตำรา "กฎหมาย" ที่เป็น "ใบเบิกทาง" จนสามารถนำตัว "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในไทยได้อีกครั้ง
"ศิริศักดิ์" พยายามทำคดีให้ "ลับที่สุด" เพราะกลัวว่า "ทนายของราเกซ" จะนำไปเป็นประโยชน์ในการสู้คดี เนื่องจากการต่อสู้ของราเกซจะสู้ทุกแผ่นทุกรูปแบบวิธีบางชิ้นไม่มีตราของหน่วยงานราชการ "ราเกซ" ก็จะนำมาเป็นประเด็นว่าไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ แม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในประเทศไทยเมื่อปี 2549 "ราเกซ" ก็ยังยกขึ้นมากล่าวอ้างทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ราเกซกำลังถูกดำเนินคดีอยู่
"ทางศาลต่างประเทศเปิดให้ผู้ต้องหาสู้ได้เต็มที่ เช่น กรณีศาลไทยสู้ถึงชั้นฎีกาก็จบ แต่ของแคนาดาไม่ใช่เรื่องเดิมสามารถนำกลับมาพิจารณาได้ใหม่หากศาลชั้นต้นมีข้อสงสัยประเด็นเดียวเรื่องเดียวสามารถร้องได้หลายรอบทำให้เสียเวลาไปอีกนับปีเป็นสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาคดีเพื่อส่งตัวกลับมาในประเทศไทยเกิดความล่าช้า บวกกับข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายที่จากนี้ไปต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม" ศิริศักดิ์กล่าว
หลังจากทำคดี "ราเกซ" ทำให้ "ศิริศักดิ์" พบช่องโหว่เกี่ยวกับกระบวนการติดตามตัว "ผู้ต้องหา" ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่อง "สนธิสัญญา" ที่ไม่ทันสมัย หรือบางประเทศต้องอาศัย "การสืบสิทธิของรัฐ"
"ประเทศแคนาดาไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยตรงกับประเทศไทยจึงต้องอาศัยหลักสืบสิทธิสนธิสัญญาของอังกฤษที่ประเทศไทยเคยทำไว้กับประเทศอังกฤษแต่ก็ทำมาเกินกว่า 70-80 ปี ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยก็ไม่ได้เข้มแข็งเท่าไหร่อาจมีจุดเอื้อประโยชน์ต่อนายราเกซมากพอสมควร เพราะข้อกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเดิมๆ ไม่ทันสมัย และฐานความผิดมีการระบุของผู้ต้องหาชัดเจนว่าเรื่องไหนเข้าข่ายส่งตัวได้" อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าว
"ศิริศักดิ์" เล่าว่าการขอตัวนายราเกซต้องส่งคำร้องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปหนึ่งฉบับและแนบเอกสารประกอบการกระทำผิดของราเกซประกอบไปด้วย ต้องแจกแจงว่านายราเกซทำผิดอะไร กระทำการอย่างไร มีโทษเท่าไหร่ ต้องข้อหาอะไร ซึ่งโดยทั่วไปแค่มีหมายจับกุม และมีคำฟ้องก็น่าจะเพียงพอแล้ว
"อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ" กล่าวว่า การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปไม่เหมือนของไทย เพราะในประเทศไทยเพียงแค่พิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหาได้ประโยชน์จากการกระทำผิดหรือเพียงแค่มีมูลก็สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ แต่ในต่างประเทศต้องทำสำนวนโดยปราศจากข้อสงสัย เนื่องจากคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาเป็นหลัก น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เลือกเปลี่ยนเครื่องบินที่ประเทศจีนแทนประเทศสหรัฐกับญี่ปุ่นเพื่อมาประเทศไทย
กรณี "ราเกซ" หลังคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว "อัยการแคนาดา" จะทำหน้าที่แทนฝ่ายไทยเมื่อทำหน้าที่แทนต้องประสานกันตลอดเวลาเพราะกฎหมายบางเรื่องไม่เหมือนกันทำให้เสียเวลาในเรื่องการแปลเอกสารตลอดเวลาจนกว่าทาง "อัยการแคนาดา" จะพอใจ
นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่อง "ระบบกฎหมายต่างกันและช่วงเวลา" ของแต่ละประเทศต่างกันทำการติดต่อในระบบราชการมีปัญหาทีมงานของ "ศิริศักดิ์" จึงต้องทำงานในเวลากลางคืนด้วย รวมทั้งเรื่องความซับซ้อนของคดีมีการวางแผนล่วงหน้ามีความซับซ้อน เนื่องจาก "ผู้ต้องหา" เป็นมืออาชีพในขณะที่ "นักกฎหมาย" เหมือนเป็นคนนอกไม่มีความเชี่ยวชาญถึงขั้นวางแผน ถือเป็นจุดหนึ่งที่ "ศิริศักดิ์" บอกว่า จะต้องนำมาพัฒนานักกฎหมายให้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำไปปรับปรุงเรื่องการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศต่อไป
อย่างไรก็ตาม "ศิริศักดิ์" กล่าวว่า การได้ตัว "ราเกซ" กลับมา แม้จะเป็นความสำเร็จ แต่ก็เป็นแค่ความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น!
"ศิริศักดิ์" กล่าวปิดท้ายไว้อย่างน่าฟังว่า "ความสำเร็จอย่างแท้จริงในครั้งนี้คือกระบวนการยุติธรรมศักดิ์สิทธิ์เสมอไม่ว่าทำผิดหนีไม่พ้น ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องใช้กรรม"



