ข่าว

"ก.ม.เก่า-สนธิสัญญา"ปัญหาส่งตัว"ราเกซ"ช้า

"ก.ม.เก่า-สนธิสัญญา"ปัญหาส่งตัว"ราเกซ"ช้า

06 พ.ย. 2552

การนำตัว "ราเกซ สักเสนา" อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี ฐานยักยอกทรัพย์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ทำให้สังคมเริ่มมีความหวังกับคดีติดตามตัว "นักการเมือง" ที่ยังหลบหนีในต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีอีกครั้ง

สำหรับคดี "ราเกซ" ถือเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหนึ่ง "ศิริศักดิ์ ติยะพรรณ" อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเดินทางไปติดตามคดีและรับตัว "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในประเทศ

 "ศิริศักดิ์" ได้เล่าถึงเบื้องหน้าและเบื้องหลังรวมทั้งเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่มีสอนในตำรา "กฎหมาย"  ที่เป็น "ใบเบิกทาง" จนสามารถนำตัว "ราเกซ" กลับมาดำเนินคดีในไทยได้อีกครั้ง

 "ศิริศักดิ์" พยายามทำคดีให้ "ลับที่สุด" เพราะกลัวว่า "ทนายของราเกซ" จะนำไปเป็นประโยชน์ในการสู้คดี เนื่องจากการต่อสู้ของราเกซจะสู้ทุกแผ่นทุกรูปแบบวิธีบางชิ้นไม่มีตราของหน่วยงานราชการ "ราเกซ" ก็จะนำมาเป็นประเด็นว่าไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ แม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในประเทศไทยเมื่อปี 2549 "ราเกซ" ก็ยังยกขึ้นมากล่าวอ้างทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่ราเกซกำลังถูกดำเนินคดีอยู่

 "ทางศาลต่างประเทศเปิดให้ผู้ต้องหาสู้ได้เต็มที่ เช่น กรณีศาลไทยสู้ถึงชั้นฎีกาก็จบ แต่ของแคนาดาไม่ใช่เรื่องเดิมสามารถนำกลับมาพิจารณาได้ใหม่หากศาลชั้นต้นมีข้อสงสัยประเด็นเดียวเรื่องเดียวสามารถร้องได้หลายรอบทำให้เสียเวลาไปอีกนับปีเป็นสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาคดีเพื่อส่งตัวกลับมาในประเทศไทยเกิดความล่าช้า บวกกับข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายที่จากนี้ไปต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิม" ศิริศักดิ์กล่าว

 หลังจากทำคดี "ราเกซ" ทำให้ "ศิริศักดิ์" พบช่องโหว่เกี่ยวกับกระบวนการติดตามตัว "ผู้ต้องหา" ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่อง "สนธิสัญญา" ที่ไม่ทันสมัย หรือบางประเทศต้องอาศัย "การสืบสิทธิของรัฐ"

 "ประเทศแคนาดาไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยตรงกับประเทศไทยจึงต้องอาศัยหลักสืบสิทธิสนธิสัญญาของอังกฤษที่ประเทศไทยเคยทำไว้กับประเทศอังกฤษแต่ก็ทำมาเกินกว่า 70-80 ปี ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยก็ไม่ได้เข้มแข็งเท่าไหร่อาจมีจุดเอื้อประโยชน์ต่อนายราเกซมากพอสมควร เพราะข้อกฎหมายเป็นข้อกฎหมายเดิมๆ ไม่ทันสมัย และฐานความผิดมีการระบุของผู้ต้องหาชัดเจนว่าเรื่องไหนเข้าข่ายส่งตัวได้" อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าว

 "ศิริศักดิ์" เล่าว่าการขอตัวนายราเกซต้องส่งคำร้องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปหนึ่งฉบับและแนบเอกสารประกอบการกระทำผิดของราเกซประกอบไปด้วย ต้องแจกแจงว่านายราเกซทำผิดอะไร กระทำการอย่างไร มีโทษเท่าไหร่ ต้องข้อหาอะไร ซึ่งโดยทั่วไปแค่มีหมายจับกุม และมีคำฟ้องก็น่าจะเพียงพอแล้ว

 "อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ" กล่าวว่า การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปไม่เหมือนของไทย เพราะในประเทศไทยเพียงแค่พิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหาได้ประโยชน์จากการกระทำผิดหรือเพียงแค่มีมูลก็สามารถนำตัวมาดำเนินคดีได้ แต่ในต่างประเทศต้องทำสำนวนโดยปราศจากข้อสงสัย เนื่องจากคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาเป็นหลัก น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เลือกเปลี่ยนเครื่องบินที่ประเทศจีนแทนประเทศสหรัฐกับญี่ปุ่นเพื่อมาประเทศไทย

 กรณี "ราเกซ" หลังคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว "อัยการแคนาดา" จะทำหน้าที่แทนฝ่ายไทยเมื่อทำหน้าที่แทนต้องประสานกันตลอดเวลาเพราะกฎหมายบางเรื่องไม่เหมือนกันทำให้เสียเวลาในเรื่องการแปลเอกสารตลอดเวลาจนกว่าทาง "อัยการแคนาดา" จะพอใจ

 นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่อง "ระบบกฎหมายต่างกันและช่วงเวลา" ของแต่ละประเทศต่างกันทำการติดต่อในระบบราชการมีปัญหาทีมงานของ "ศิริศักดิ์" จึงต้องทำงานในเวลากลางคืนด้วย รวมทั้งเรื่องความซับซ้อนของคดีมีการวางแผนล่วงหน้ามีความซับซ้อน เนื่องจาก "ผู้ต้องหา" เป็นมืออาชีพในขณะที่ "นักกฎหมาย" เหมือนเป็นคนนอกไม่มีความเชี่ยวชาญถึงขั้นวางแผน ถือเป็นจุดหนึ่งที่ "ศิริศักดิ์" บอกว่า จะต้องนำมาพัฒนานักกฎหมายให้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำไปปรับปรุงเรื่องการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับต่างประเทศต่อไป

 อย่างไรก็ตาม "ศิริศักดิ์" กล่าวว่า การได้ตัว "ราเกซ" กลับมา แม้จะเป็นความสำเร็จ แต่ก็เป็นแค่ความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น!

 "ศิริศักดิ์" กล่าวปิดท้ายไว้อย่างน่าฟังว่า "ความสำเร็จอย่างแท้จริงในครั้งนี้คือกระบวนการยุติธรรมศักดิ์สิทธิ์เสมอไม่ว่าทำผิดหนีไม่พ้น ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องใช้กรรม"