
เก่งกับโกง
สมัยก่อนที่โรงเรียนนิยมจัดให้นักเรียนโต้วาทีกันนั้น ญัตติหนึ่งซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ มีแฟนกินเหล้าดีกว่ามีแฟนเจ้าชู้ ซึ่งผู้โต้วาทีทั้งสองทีมต่างก็พยายามหาเหตุผล(ที่ไม่ค่อยจะมี) มาโต้แย้งหักล้างกันเป็นที่สนุกสนาน โดยมักจะไม่มีสาระหรือสารัตถประ
ผมไม่ทราบว่าเพราะความคุ้นเคยกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างญัตติการโต้วาทีสมัยนักเรียนหรือเปล่า ทำให้เวลานี้คนไทยเริ่มจะมีญัตติใหม่เกิดขึ้นว่า “มีผู้นำที่เก่งแต่โกง ดีกว่ามีผู้นำที่ไม่โกงแต่ก็ไม่เก่ง” ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ควรที่จะต้องนำมาโต้แย้งกันด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถึงแม้จะเป็นเพียงคนธรรมดาไม่ต้องถึงระดับผู้นำบ้านเมือง ก็ไม่สมควรนำเรื่องความเก่งกาจมาเป็นข้อต่อรองกับเรื่องการคดโกงได้เลย แต่ยิ่งเป็นผู้นำด้วยแล้ว ยิ่งต้องมีคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม เป็นเครื่องกำกับจิตใจอีกชั้นหนึ่ง จึงจะมีความดีความงามอย่างสมบูรณ์ และบริหารบ้านเมืองได้อย่างสง่างาม
งานการเมืองหรืองานสังคมนั้น เป็นงานอาสา ที่ผู้จะเข้ามาทำรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าจะต้องยินยอมเสียสละแรงกาย แรงใจ สติปัญญาแม้กระทั่งทุนทรัพย์ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ใดๆ ถ้ามีความคิดที่ผิดๆ ตั้งแต่ต้นว่าจะเข้ามาถอนทุนหรือกอบโกย และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ต่อให้เก่งแสนเก่งขนาดไหน หรือมีผลงานเข้าตาประชาชนมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจเอาความเก่งหรือความสามารถมาหักกลบลบหนี้กับความผิดเรื่องคอรัปชั่นหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงได้หรอกครับ
ผมเชื่อว่าคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองได้นั้น แต่ละคนต้องมีข้อดีข้อเด่นอันเป็นที่ยอมรับแก่คนหมู่มาก แต่เมื่อถึงเวลาทำงานจริงๆ แล้ว ใครจะได้คะแนนจากประชาชนเต็มร้อย หรือต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของความเป็นผู้นำแท้จริงของตัวเอง วิสัยทัศน์ กระบวนทัศน์ กลยุทธ์ ศิลปะในการสื่อสารกับประชาชน ฯลฯ หรืออาจจะรวมถึงมนต์ดำมนต์ขาวต่างๆ ด้วย ดังนั้น เราจึงได้เห็น “อัศวินม้าขาว” ตกม้าตายมาแล้วหลายราย
อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อว่า การมีผู้นำที่ไม่เก่งนั้นไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่โต ขอเพียงให้ผู้นำคนนั้นประเมินศักยภาพของตัวเองได้ถูกต้อง รู้จักเลือกรับฟังความคิดของคนอื่น มีความคิดที่เป็นระบบ และมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการทำงาน ที่สำคัญก็คือ ผู้นำที่สุจริตย่อมนำพาให้ผู้อื่นยึดถือความสุจริตตามไปด้วย หรืออย่างน้อยก็ลดความไม่สุจริตลง
การ “มีผู้นำที่เก่งแต่โกง ดีกว่ามีผู้นำที่ไม่โกงแต่ไม่เก่ง” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเป็นญัตติเพื่อสร้างกระแสในสังคม เพราะแค่คิดแค่คำว่า “โกง” คำเดียวก็แย่แล้ว และยิ่งผู้นำเป็นคนที่โกงบ้านโกงเมืองเสียเอง ก็ยิ่งแย่หนักขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ
ผู้นำที่ไม่โกงแต่ไม่เก่งนั้น ผลงานก็ย่อมฟ้องตัวเองอยู่ และประชาชนก็จะเป็นผู้ให้คะแนนและตัดสินใจตอนเลือกตั้งเองว่าจะให้เขาสอบตกหรือจะให้โอกาสแก้ตัวใหม่ แต่สำหรับผู้นำที่เก่งแต่โกงนั้น ผมคิดว่าศาลได้ตัดสินไปเรียบร้อยแล้วล่ะครับ



