ข่าว

คดีเลือกตั้งศาลพร้อม 100%

คดีเลือกตั้งศาลพร้อม 100%

18 ม.ค. 2562

เลขาธิการศาลยุติธรรม เผย ผู้พิพากษาฎีกามีกว่า 100 คน พร้อมพิจารณาคดีเลือกตั้ง

 

               18 ม.ค. 62 ที่ ห้องประชุมชั้น 12 สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.30 น.  นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงผลงานของศาลยุติธรรมที่ผ่านมา ซึ่งได้กล่าวย้ำถึงนโยบายของการเชื่อมฐานข้อมูลการออกหมายจับและผลการจับกุมตามหมายจับระหว่างศาลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า

 

 

 

               ในส่วนของศาลมีความพร้อมโดยมีการจัดเก็บฐานข้อมูล หมายจับ , หมายค้น ในระบบฐานข้อมูลดิจิทัลทั้งหมด แทนการใช้กระดาษ ซึ่งศาลยุติธรรมทั่วประเทศสามารถเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลการขอออกหมายจับกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการออกหมายจับหมายค้นมีประสิทธิภาพในลักษณะของความสะดวกรวดเร็ว หากเป็นในระบบเดิมที่ไม่ได้เชื่อมฐานข้อมูลกัน เมื่อมีการขอและออกหมายจับแล้ว กว่าที่เอกสารหมายจับส่งถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ช้าไปเพียง 5 นาที ผู้ต้องหาก็อาจหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

               อย่างไรก็ดี ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีสถานีตำรวจทั้งหมด 1,400 กว่าแห่งทั่วประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงให้มีความสอดคล้องกัน ซึ่งทราบว่ามีความพยายามและประชุมกันทุกสัปดาห์ ขณะที่ศาลประสานงานกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานแห่งชาติอยู่ตลอดเวลา คาดว่าในอนาคตจะมีความสมบูรณ์ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการปฏิบัติงานมากขึ้นและเป็นผลดีกับการบังคับใช้กฎหมาย ตนเชื่อมั่นว่าถ้าเราเริ่มต้นทำก็จะเห็นผลและมีความเปลี่ยนแปลงภายในเดือนนี้ โดยยืนยันว่าข้อมูลในการออกหมายจับก็ยังคงเป็นความลับระหว่างหน่วยงานที่ยื่นข้อมูล การขอออกหมายจับ ซึ่งหากมีความจำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนบุคคลเพิ่มเติม ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ก็จะต้องคุ้มครองสิทธิ์ของทุกบุคคลด้วย และมั่นใจว่าระบบที่กำลังจะดำเนินการให้เกิดขึ้นนี้จะมีความปลอดภัย เพราะมีระบบการป้องกันแฮกเกอร์ และมีระบบแบ็กอัพข้อมูลไม่ใช่เพียงแค่เว็บเซอร์วิส และให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลหมายจับดังกล่าวจะไม่มีการนำไปเปิดเผยบนเว็บไซต์ ที่จะรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของหมายจับ

 

 

 

               เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของการที่จะมีเจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ court marshal ได้ทันช่วงเวลาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตํารวจศาล พ.ศ. .... หรือ Court Marshal อยู่ระหว่างอยู่ระหว่างการแปรญัตติของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากกฎหมายผ่านหน่วยงานนี้ก็จะอยู่ภายใต้สำนักงานศาลยุติธรรม ส่วนเรื่องงบประมาณยังไม่ได้กำหนด ต้องรอให้ผ่านความเห็นของ สนช. ก่อน จึงจะดำเนินการได้ แต่คาดว่าไม่มีปัญหา เพราะศาลจะบริหารจัดการงบประมาณอย่างประหยัด ให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยของศาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังมีเรื่องการติดตามจับผู้หนีหมายจับด้วย

               เมื่อถามถึงการเตรียมพร้อมของศาลฎีกาในคดีเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะกำหนดวันเลือกตั้ง ในช่วงเดือน มี.ค. แต่หลายฝ่ายยังมีความกังวลเรื่องการรับรองผลการเลือกตั้งว่าจะเสร็จทันเวลาหรือไม่ ดังนั้นหากจะต้องพิจารณาคดีเลือกตั้งของผู้สมัครหรือ กกต. ยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิการเลือกตั้ง ศาลจะสร้างความมั่นใจอย่างไร

               นายสราวุธ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ศาลมีความพร้อม 100% อย่างช่วงปีที่ผ่านมา ก็มีคดีเลือกตั้ง ส.ว. เข้ามาพิจารณาไปทั้งหมด 27 คดี ซึ่งก็เสร็จทันภายในกรอบระยะเวลา สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะเกิดขึ้นทางศาลฎีกาได้ออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมตลอดเวลาหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น คดีจาก กกต. มาสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็มีความพร้อมทั้งข้อกฎหมาย , บุคคลากร , กฎระเบียบ , ห้องพิจารณาไว้รองรับ ซึ่งจำนวนของผู้พิพากษาที่จะมาร่วมนั่งในองคณะก็ขึ้นอยู่กับปริมาณงานขณะนี้เราก็มีกว่า 100 คน ซึ่งเชื่อว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกาสามารถรับมือกับคดีเลือกตั้งได้ไม่มีปัญหา แม้ว่ามีกรอบระยะเวลาจำกัด แต่ขั้นตอนกฎระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเขียนรองรับเพื่อให้การทำงานสามารถดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ด้วย

 

 

 

               เมื่อถามถึงกรณีมีข้าราชการในสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าไปเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.เลย ในการหลอกลวงตำรวจ 192 นาย ในพื้นที่ จ.เลย กู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ เพื่อเอาเงินมาใช้ในการลงทุน โครงการบริหารหนี้ ทำให้สูญเงินกว่า 240 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้พิพากษาเข้าไปเกี่ยวข้องจำนวน 3 ราย นั้น

               นายสราวุธ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ ก็คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 - 3 เดือนจะแล้วเสร็จ โดยขณะนี้ได้ย้ายผู้พิพากษาทั้ง 3 คน ออกจากพื้นที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ ศาลก็ดำเนินการโดยเร็วไม่ชักช้าถ้าเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ

 

 

 

คดีเลือกตั้งศาลพร้อม 100%

 

 

 

คดีเลือกตั้งศาลพร้อม 100%

 

 

 

พร้อมยึดขั้นตอนคดีละเมิดจริยธรรม หากร้องปมนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม

 

               นายสราวุธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงผลงานศาลยุติธรรมประจำปี ซึ่งได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชน กรณีที่ ป.ป.ช. ตีตกเรื่องตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งหากมีผู้ร้องกล่าวหาการทำหน้าที่ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการละเมิดมาตรฐานประมวลจริยธรรมนักการเมือง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหม่ ตามขั้นตอนกฎหมายศาลฎีกาจะดำเนินการอย่างไร

               นายสราวุธ กล่าวว่า ตามขั้นตอน หากมีการร้องทุกข์ สนช. ก็จะพิจารณาส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกานำเข้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เหมือนครั้งอดีตที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยโดนร้องเรื่องการออกระเบียบฯ ขึ้นเงินเดือนตัวเอง โดยขั้นตอนการร้องดำเนินคดีและการพิจารณาดังกล่าวก็จะมีระเบียบศาลฎีกากำหนดไว้ซึ่งได้เผยแพร่ไปแล้ว

               เมื่อถามว่า หลังจากที่มีการออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และองค์กรอิสระ มีการร้องขึ้นสู่การพิจารณาแล้วหรือไม่

               เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่มีคดีละเมิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เนื่องจากเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่และไม่ค่อยมีคนทราบ เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้แถลงชี้แจงเรื่องการตรวจสอบนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร ซึ่งได้ตีตกในส่วนของคดีอาญาเรื่องการรับสิ่งของมูลค่าเกิน 3,000 บาท เช่นนี้จะถือว่าเข้าข่ายละเมิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

               นายสราวุธ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. จึงไม่สามารถที่จะให้ความเห็นได้ มิเช่นนั้นจะเป็นการให้ความเห็นของการทำงานของหน่วยงานอื่นๆ แต่ในส่วนของศาลเองถ้ามีการยื่นเรื่องเข้ามา ศาลมีความพร้อมที่จะมีการพิจารณาคดี

               อย่างไรก็ดีช่วงท้าย นายสราวุธ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังได้กล่าวถึงสถิติการพิจารณาคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา มีคดีเข้าสู่พิจารณาของศาล 351 มี ซึ่งมีค้างเก่า 119 คดี โดยศาลฎีกาฯ พิจารณาเสร็จไปแล้ว 234 คดี จึงเหลือค้างพิจารณา 236 คดี ซึ่งส่วนใหญ่คดีที่ค้างจะเป็นคดีจงใจไม่แสดง หรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ส่วนฐานกระทำความผิดอื่นๆ มีแค่กว่า 10 คดี โดยศาลฎีกาฯ ก็พร้อมที่จะมีการพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายในกรอบที่ประธานศาลฎีกากำหนดใน 1 ปี

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระทั้ง กกต. , ป.ป.ช. , ผู้ตรวจการแผ่นดิน , กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ใหม่ปี 2560 โดยกำหนดให้ ศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้ออกระเบียบว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวการทางและลักษณะการพิจารณา โดยระเบียบดังกล่าว ได้ประกาศฯ และมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 61