ข่าว

เอฟทีเอดันมูลค่าการค้าไทย-ญี่ปุ่นพุ่ง8.4แสนล้าน

เอฟทีเอดันมูลค่าการค้าไทย-ญี่ปุ่นพุ่ง8.4แสนล้าน

05 พ.ย. 2552

รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยไทยเปิดยุทธศาสตร์รุกเอฟทีเอหวังขยายมูลค่าการลงทุน ระบุมีผลบังคับใช้แล้วกว่า 8 ความตกลง หวังเอฟทีเอญี่ปุ่น-เกาหลี ขยายฐานการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น หลัง 8 เดือนแรกปี 52 มูลค่าการค้าไทย-ญี่ปุ่นพุ่งกว่า 842,000 ล้านบาท

นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยในการสัมมนาเรื่องการแข่งขันส่งออกได้ด้วยสิทธิ:อาเซียน-ญี่ปุ่นและเกาหลี จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จ.เชียงใหม่ วันนี้ (5 พ.ย.) ว่า การจัดทำความตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ เป็นยุทธศาสตร์ในการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน เพื่อขยายมูลค่าการค้าการลงทุน รวมทั้งปกป้องการเสียเปรียบในเชิงการค้า ประเทศต่างๆ จึงมีการทำเอฟทีเอระหว่างกันกว่า 200 ความตกลง ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญๆ โดยมีผลบังคับใช้แล้วจำนวน 8 ความตกลง คือ เขตการค้าเสรีอาเซียน ไทย-อินเดีย ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ อาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-เกาหลี

 สำหรับการค้าเสรีกับญี่ปุ่นนั้นไทยได้ทำเอฟทีเอ 2 ความตกลง คือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือนพ.ย. 2550 และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายการลงทุนไปยังประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคใกล้เคียง เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 ทั้งนี้  8 เดือนแรกของปี 2552 (ม.ค.-ส.ค.) การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น มีมูลค่ากว่า 842,000 ล้านบาท ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารมากกว่า 60% ของความต้องการบริโภค ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอกับญี่ปุ่น จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขยายสินค้าเกษตรและอาหารไทยให้แพร่หลายมากขึ้น

 ทั้งนี้ ในส่วนของการทำเอฟทีเอกับเกาหลีนั้นความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี ได้มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ต.ค. นับเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะกระชับและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขยายการค้าระหว่างกัน โดยการลด เลิกภาษีนำเข้าและอุปกสรรคทางการค้า สินค้าที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าเสรีของเกาหลีจะเป็นสินค้าประเทศอัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยางรถยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า กากน้ำตาล ปลาแช่แข็ง ฯลฯ

 ขณะที่นายไพโรจน์ แสงภู่วงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าในภาคเหนือของประเทศไทย โดยใน 8 เดือนแรกของปี 2552 การค้าของภาคเหนือมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 71,000 ล้านบาท เป็นการค้าผ่านด่านศุลกากรเชียงใหม่มูลค่ากว่า 45,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 63 ของมูลค่าการค้ารวม โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญจะเป็นสินค้าหัตถกรรมและอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรแปรรูป

 "ผมเชื่อมั่นว่าในขณะนี้เศรษฐกิจในภาคเหนือมีสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้นในภาพรวม โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 ที่จะมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของทางราชการ เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก" นายไพโรจน์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกประเทศต่างมีการแข่งขันด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น เพื่อช่วงชิงตลาดมากขึ้น และการที่ประเทศไทยมีการจัดทำเอฟทีเอกับหลายประเทศจึงเป็นโอกาสและช่องทางที่ดีที่สินค้าไทยจะเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องให้ความสำคัญ รวมถึงทำความเข้าใจถึงระเบียบในการขอใช้สิทธิ์พิเศษภายใต้ความตกลงฯ ดังกล่าว เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่