
"จิ๋ว"เปิดเกมแย่งชิงมวลชนใต้!หวังรับดอกไม้..แต่ได้"ก้อนอิฐ"
แนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้จัดตั้ง "นครปัตตานี" เพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นระเบิดลูกล่าสุดที่เขาจงใจโยนใส่รัฐบาลอีกรอบ
ถ้า พล.อ.ชวลิต ตั้งเป้าแค่ว่า การเล่นประเด็นนี้เพื่อต้องการ "แย่งพื้นที่ข่าว" ไปจากรัฐบาลก็ถือว่าทำได้สำเร็จแล้ว เพราะตอนนี้ใครๆ ก็พากันพูดถึงนครปัตตานีกันอย่างสนุกปาก
ทว่า นายทหารระดับมันสมองผู้(เคย)ได้รับการซูฮกว่าเป็น "ขงเบ้ง" แห่งกองทัพแล้ว คงไม่ได้ต้องการขโมยซีนรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมี "วาระซ่อนเร้น" ที่ลึกกว่านั้น
ทั้งนี้ ถ้าเจาะลึกลงไปแล้ว มิติความคิดของ พล.อ.ชวลิต ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะตัวนโยบายยังมีกลิ่นอายของนโยบาย "66/23" ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่มาก
โดยเค้าโครงความคิดของ พล.อ.ชวลิต ปรากฏชัดที่สุดในหนังสือ "สงครามครั้งสุดท้าย" ซึ่งเขาเองเพิ่งเขียนเสร็จไปเมื่อเร็วๆ นี้ และระบุถึง 3 ทฤษฎีสำคัญในการดับไฟใต้
1.ทฤษฎีดอกไม้หลากสี ชูนโยบายการอยู่ร่วมกัน ท่ามกลางความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม
2.ทฤษฎีถอยคนละสามก้าว คือ การที่ทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยจากความขัดแย้ง ซึ่งดูจะเชื่อมโยงกับแนวคิด "นิรโทษกรรม" อย่างมีนัยสำคัญ
3.ทฤษฎีนครปัตตานี คือ การให้อำนาจคนในพื้นที่ปกครอง และดูแลตนเองในรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แต่จะว่าไปแล้วแนวคิดนี้ก็ไม่ได้ใหม่ เพราะรัฐบาลแทบจะทุกชุดหลังรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ท่องคาถาสันติวิธี และดอกไม้หลากสีอยู่แล้ว
คงมีเพียงแนวคิดเรื่อง "เขตปกครองรูปแบบพิเศษ" และ "นิรโทษกรรม" เท่านั้นที่หยิบขึ้นมาพูดเมื่อไหร่คนที่พูดจะต้องโดนถล่มเละเมื่อนั้น ซึ่ง พล.อ.ชวลิต เองก็โดนยำเละเทะไม่ใช่เล่น
แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ชวลิต น่าจะโดนอ่วมที่สุด เพราะสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในสมัยรัฐบาลทักษิณกลับปล่อยให้ "สายเหยี่ยว" มีอำนาจเหนือ "สายพิราบ" จนทำให้เกิดรอยด่างครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดถึง 2 ครั้งคือที่ "กรือเซะ" และ "ตากใบ"
ลำพังผลงานอัปยศทั้ง 2 เรื่องในสมัยที่ พล.อ.ชวลิตมีอำนาจอยู่ก็เพียงพอที่จะตอกย้ำความล้มเหลวในการดับไฟใต้ได้ดีที่สุดอยู่แล้ว !!!
ดังนั้น การออกมาโชว์เพาเวอร์ของ พล.อ.ชวลิต ในครั้งนี้น่าจะ "เข้าเนื้อ" มากกว่า โดยเฉพาะการโชว์พาวว่าจะดึงฝ่ายการเมืองต่างๆ ในพื้นที่เข้ามาร่วมสานเสวนาด้วย
อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ และอดีตประธาน คมช. นายเด่น โต๊ะมีนา อดีตแกนนำกลุ่มวาดะห์ และ ส.ว.ปัตตานี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคมาตุภูมิ นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์
แต่สุดท้ายกลับไม่มีใคร "หลงกล" เข้ามาร่วมด้วย ยกเว้น นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน เพียงคนเดียวซึ่งงานนี้ทำให้ขงเบ้งจิ๋วเสียรังวัดไปเยอะ
ขณะที่บิ๊กด้านความมั่นคงรายหนึ่งกลับมองลึกไปกว่านั้นว่า นครปัตตานีของบิ๊กจิ๋วไม่ต่างอะไรกับแนวทาง "แบ่งแยกดินแดน" ตามแผนบันได 7 ขั้นของกลุ่มขบวนการที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2547
โดยบันไดขั้นสุดท้าย คือ การจัดตั้ง "รัฐปัตตานี" ดันไปตรงกับแนวคิดนครปัตตานีของบิ๊กจิ๋วอย่างพอเหมาะพอเจาะที่สุด
ส่วนประเด็นที่อ้างการให้อำนาจปกครองตนเองของประชาชน ปัจจุบันรัฐบาลก็ได้กระจายอำนาจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ฉะนั้น แนวทางนครปัตตานีของบิ๊กจิ๋วจึงไม่สอดคล้องกับแนวทางการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทำกันมาถูกทางอยู่แล้ว และอาจไปเข้าทางกลุ่มขบวนการโดยที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
หน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า กลุ่มขบวนการพยายามเร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐอิสระโดยเร็วที่สุด โดยนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน นี้ เป็นต้นไป สถานการณ์ในพื้นที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อก้าวให้ถึงบันไดขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อว่าแนวทางการ "เจรจา" ของบิ๊กจิ๋วก็มีประโยชน์เช่นกัน แต่จะต้องทำควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์อีก 2 ด้าน คือ ยุทธการทางทหาร เพื่อเอาชนะกลุ่มก่อการร้าย และงานพัฒนา เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้แก่ประชาชน
แต่ทุกวันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังมุ่งเน้นการพัฒนามากจนเกินไปจนลดความสำคัญของงานทางยุทธการ และการเจรจาแบบลับๆ ของทหาร จึงเป็นช่องที่ทำให้บิ๊กจิ๋วพยายามเจาะไชเข้ามาเพื่อแย่งชิงฐานมวลชน แต่จะทำได้สำเร็จแค่ไหนก็คงต้องลองถามคนในพื้นที่ดู
ทีมข่าวความมั่นคง



