ข่าว

อุดมการณ์ นโยบาย และ การเมืองแบบประชาธิปไตย

อุดมการณ์ นโยบาย และ การเมืองแบบประชาธิปไตย

05 พ.ย. 2552

หลายวันก่อนมีพิธีกรรายการวิทยุรายการหนึ่งตั้งคำถามระหว่างการสนทนากันในสายว่า จะไปให้พ้นจากความขัดแย้งและการเผชิญหน้าทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะนี่คือปัญหาของนักวิชาการสมัยก่อนใช่หรือไม่ ที่มุ่งหวังให้มีการพัฒนาพรรคการเมืองขนาดใหญ่ขึ้นมาสองพรรค

 สำหรับผมนั้น ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาให้เกิดพรรคการเมืองสองพรรค ดังที่รัฐธรรมนูญหลายฉบับหลังพยายามบีบให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครจำนวนมาก แต่ปัญหาของการพัฒนาทางการเมืองของไทยนั้นเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงตัวกันของอุดมการณ์ นโยบาย และการเมืองประชาธิปไตยโดยเฉพาะในประเด็นของการเลือกตั้งต่างหาก

 เพราะเราคาดหวังว่า ความขัดแย้งที่ควบคุมได้ในแง่ของการแข่งขันระหว่าง อุดมการณ์ นโยบาย และการเมืองประชาธิปไตยที่มีมิติของการเลือกตั้งนั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ พรรคต่างๆจะมีอุดมการณ์และนโยบายที่ชัดเจน แล้วมาแข่งขันกันในระบบการเลือกตั้ง

 หรืออย่างน้อยอาจเป็นไปได้ว่า พรรคต่างๆ อาจมีอุดมการณ์ที่เหมือนกัน แต่มีนโยบายที่แตกต่างกันแล้วมาสู้กันในระบบการเลือกตั้ง

 แต่สิ่งที่ปรากฏในพัฒนาการของการเมืองไทยนั้นกลับมีทิศทางหลายอย่างที่น่าสนใจ

 หนึ่ง พรรคต่างๆ ในบางช่วงไม่มีนโยบายที่ชัดเจน มีแต่อุดมการณ์ที่แข่งขันกัน ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพราะในที่สุดจะถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำ

 สอง การเลือกตั้งอาจไม่ได้บริสุทธิ์ยุติธรรมตามอุดมคติของการเมืองแบบประชาธิปไตยมากนัก

 สาม การต่อสู้ในระบบการเลือกตั้งที่ค่อนข้างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นดำเนินไปผ่านความไม่สมดุลของการต่อสู้แข่งขันทางการเมือง ที่พรรคบางพรรคไม่มีนโยบาย มีแต่อุดมการณ์ แต่ต่อสู้กับพรรคที่มีอุดมการณ์และนโยบาย

 มาถึงตรงนี้ผมอยากจะเน้นย้ำว่าเมื่อพูดถึงอุดมการณ์ทางการเมือง เราไม่ได้หมายถึงความสูงส่งถึงอุดมการณ์ แต่เราหมายถึงชุดความคิดความเชื่อที่แต่ละพรรคพยายามโน้มน้าวใจว่าอะไรคือสิ่งที่จะต้องมีร่วมกันในแง่ของความถูกผิด และอะไรคือเป้าหมายร่วมกัน

 ส่วนนโยบายนั้นหมายถึงประเด็นหรือมรรควิธีท่ามกลางทางเลือกมากมาย และท่ามกลางเงื่อนไขต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดการตัดสินใจในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องประกอบด้วยเป้าหมายใหญ่และกระบวนการที่จะไปให้ถึง ซึ่งสิ่งนี้จะแตกต่างจากคำว่าโครงการซึ่งค่อนข้างเป็นรูปธรรม แต่ในโครงการหนึ่งนั้นอาจไม่ได้ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ เพราะหนึ่งนโยบายอาจจะมีหลายโครงการ

 หรือไม่แน่ว่าสิ่งที่ปรากฏในการเมืองไทยในตอนนี้คือทิศทางในแบบที่สี่ ซึ่งประชาธิปไตยที่เป็นอยู่นั้นอาจทำให้เกิดความตึงเครียดทางการแข่งขัน เพราะประชาธิปไตยที่ดำเนินไปผ่านการเลือกตั้งนั้นไม่ได้ทำให้นโยบายบางอย่างนั้นเป็นไปได้จริง และนโยบายเหล่านั้นแม้จะมีหลักการที่ดี แต่ไม่สามารถตอบคำถามว่าในช่วงที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น คนที่เสียสละก่อนนั้นจะได้รับการชดเชยเช่นไร

 เมื่อเป็นเช่นนี้พรรคที่เสนอนโยบายเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับความนิยม เพราะนอกจากการปลุกเร้าอุดมการณ์ของความเป็นชาติแล้ว โดยตัวอุดมการณ์เองอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป้าหมายร่วมกันของประเทศเป็นอย่างไร (เช่นความยุติธรรมคืออะไร อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าสิทธิเสรีภาพ) และนโยบายเองก็ทำให้คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ก่อน แถมยังเป็นคนส่วนน้อย ที่เชื่อว่าคนเหล่านั้นเมื่อได้ประโยชน์แล้วจะมาช่วยคนกลุ่มอื่น

 ขณะที่การเลือกตั้งนั้นทำให้เราเชื่อว่าหนึ่งเสียงของทุกคนเท่ากัน

 ที่พูดมาเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรมีการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะต่อให้มีความบริสุทธ์ยุติธรรม แต่ถ้าอุดมการณ์ในสังคมนั้นไม่มีความชัดเจนนอกเหนือจากการปิดปากคนอื่น หรือนโยบายไม่มีการรองรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม ประชาธิปไตยไทยก็ยังงึกๆ งักๆ ยึกๆ ยักๆ เช่นนี้แหละครับ