
รัฐดันเปิดบริการการเงิน"รากหญ้า"
ครม.เศรษฐกิจอนุมัติแผนพัฒนาตลาดทุนไทยและแผนพัฒนาสถาบันการเงินระยะที่ 2 เพิ่มความมั่นคงให้ตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย เปิดทางประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินง่ายขึ้น ธปท.เปิดใบอนุญาตไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยแบงก์นอกเพิ่มสาขาย่อย 20 แห่ง
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาตลาดทุนไทยและแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 ตามที่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ โดยทั้ง 2 แผนจะช่วยเสริมสร้างที่มาของแหล่งทุนให้แก่ประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ แผนพัฒนาตลาดทุนนั้น ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการจัดตั้งตลาดทุนไทย ขณะที่แผนแม่บทการเงินเป็นแผนต่อเนื่องจากแผน 1 ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลต่อการสร้างแหล่งที่มาของเงินทุนที่เข้มแข็งขึ้นในอีก 5 ปีนับจากนี้ โดยในส่วนของประชาชนจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มที่ยังไม่มีบัญชีเงินฝากและความสามารถในการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ ที่มีประมาณ 10% ของประชาชนทั้งหมด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแผนจะให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนการพัฒนาตลาดทุนจะช่วยให้เอกชนมีต้นทุนลดลง อีกทั้งจากความอ่อนไหวของข่าวลือช่วงที่ผ่านมาสะท้อนความจำเป็นต้องปฎิรูปตลาดทุนไทยเพราะที่ผ่านมามีภาพลักษณ์เป็นแหล่งพนัน มีการใช้ข่าวลือปั่นหุ้น ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่สามารถใช้ตลาดทุนเป็นกลไกลหลักในการฟื้นเศรษฐกิจได้
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการนับหนึ่งตั้งแต่ปี 2553-2557 ซึ่งจะเน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนของสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินเกิดความเข้มแข็ง ปรับตัวได้เร็ว รองรับความผันผวนจากความท้าทายของวิกฤติการเงินโลก โดยสิ่งที่ธปท.คาดว่าจะเกิดประโยชน์จากแผนดังกล่าวคือ ประชาชนและผู้ประกอบการ เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอี บุคคลธรรมดาได้มีโอกาสขอฟื้นฟูกิจการได้ดีขึ้น กรณีที่เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหา สถาบันการเงินมีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำลง
สำหรับมาตรการส่งเสริมการแข่งขันของสถาบันการเงินนั้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดการควบรวมโดยสมัครใจเพื่อให้มีต้นทุนที่ลดลง พร้อมกับให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยสามารถยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ได้ พร้อมกับเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายธุรกิจไปต่างประเทศได้เพิ่ม และเปิดทางให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาให้บริการ เช่น ธนาคารอิสลาม ธนาคารที่ให้บริการเกี่ยวกับวาณิชธนกิจ
นอกจากนี้ก็สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการทางการเงินด้านไมโครไฟแนนซ์ หรือการบริการทางการเงินระดับฐานราก เพื่อปิดช่องว่างหรือเพิ่มคุณค่าให้แก่ระบบการเงินไทยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น พร้อมกับเปิดทางให้สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศเพิ่มสาขาได้ไม่เกิน 2 สาขา ส่วนสาขาที่เป็นสาขาย่อยของสาขาต่างประเทศอยู่แล้วก็สามารถเปิดสาขาเพิ่มได้ไม่เกิน 20 สาขา มีตู้เอทีเอ็มได้ไม่เกิน 20 ตู้



