
ชาวนาเมินขายข้าวให้รัฐหลังราคาขยับ
ชาวนาเมินขายข้าวเปลือกให้รัฐ หลังราคาขยับทุกประเภทเฉลี่ย 200-700 บาทต่อตัน ด้านปลัดพาณิชย์สั่งค้าภายใน ออกตรวจสอบความชื้น-น้ำหนักข้าว ป้องกันปัญหาพ่อค้ากดราคา
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรตามมาตรการแทรกแซงราคาข้าวเปลือกในเขตพื้นที่ต่างๆ ที่มีผลผลิตมากใน 18 จังหวัด และมีโรงสีเข้าร่วมโครงการ 48 แห่งนั้น ปรากฏว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้นำข้าวเปลือกมาขายตามจุดที่เปิดรับซื้อ เนื่องจากราคาข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้นทันทีหลังจากรัฐบาลประกาศเปิดจุดรับซื้อข้าว โดยปรับขึ้นทุกประเภททั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอม ข้าวเหนียว เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 200-700 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดสูงกว่าราคาอ้างอิงในโครงการประกันรายได้เกษตรกร
โดยในเดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะมีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดกว่า 9 ล้านตันข้าวเปลือก และเดือนธันวาคมอีกกว่า 10 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป และรัฐบาลยังเปิดจุดรับซื้อเพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกตรวจสอบช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องความชื้นและน้ำหนัก เพื่อลดปัญหาพ่อค้ากดราคารับซื้อ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจะรับซื้อข้าวในราคาอ้างอิงที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศทุก 15 วัน อีกทั้งข้าวเปลือกเจ้าที่มีอายุการเพาะปลูกน้อยกว่า 100 วัน ซึ่งเดิมไม่สามารถเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลได้ ก็สามารถนำข้าวดังกล่าวมาจำหน่ายในจุดรับซื้อได้ ซึ่งจะรับซื้อในราคาต่ำกว่าราคาอ้างอิงตันละ 200 บาท หรือเฉลี่ยรับซื้อราคาตันละ 7,700-7,900 บาท
นายยรรยงกล่าวด้วยว่า ในปีนี้เชื่อว่าไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมายจำนวน 8.5 ล้านตัน และปีหน้าคาดว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้นเป็น 9.5 ล้านตัน โดยความต้องการข้าวจากต่างประเทศเชื่อว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นปีหน้าตลาดข้าวเป็นของผู้ขาย เพราะตลาดยังมีความต้องการซื้อข้าวไทย โดยเฉพาะอินเดียที่เดิมเป็นผู้ส่งออกข้าว แต่ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ต้องการข้าวเพิ่มมากขึ้น



