
เรืองไกร"จี้"อภิสิทธิ์"ตรวจสอบการเสียภาษีของ"เทือก"
เรืองไกร ยื่นหนังสือถึง"อภิสิทธิ์"ตรวจสอบการเสียภาษีของ"สุเทพ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้(3มี.ค.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบการเสียภาษีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยจากการตรวจสอบเอกสารการยื่นภาษีที่ยื่นประ กอบมาพร้อมการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุเทพ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 นายสุเทพ ได้แจ้งรายได้ประจำอื่น ๆ ไว้ว่า มีรายได้จากสวนยาง , ปาล์ม , ผลไม้ โดยประมาณเป็นเงิน 16,219,139 บาท มีรายได้จากฟาร์มหอยนางรม โดยประมาณเป็นเงิน 400 , 000 บาท และยื่นรายได้ประจำอื่น ๆ ไว้ในกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551 ว่ายังมีรายได้ทั้งสองรายการอยู่เช่นเดียวกัน
นายเรืองไกร กล่าวว่า แต่จากการตรวจสอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2550 (ภ.ง.ด. 90 ) ของนายสุเทพ ที่ยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ต เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2552 พบว่ามีการแจ้งเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ 2 รายการ คือ เงินได้มาตรา 40 (1) เงินเดือน 5,064,260 บาท และเงินได้มาตรา 40 (8) การทำป่าไม้ สวนยาง 16,219,139.80 บาท โดยเงินได้มาตรา 40 (1) หักค่าใช้จ่ายเหมา 60,000 บาท และเงินได้มาตรา 40 (8) หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 80 เป็นเงิน 12,975,311.84 บาท นายสุเทพ แจ้งในแบบ ภ.ง.ด. 90 ว่ามีเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษี 7,266,679.17 บาท คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าแล้วมีภาษีที่ต้องเสียเป็นเงิน 2,248,671.29 บาท
ทั้งนี้ไม่พบการนำรายได้จากฟาร์มหอยนางรม โดยประมาณเป็นเงิน 400 , 000 บาท มา รวมคำนวณเพื่อเสียภาษีแต่อย่างใด จึงมีข้อที่ชวนสังเกตว่า เงินได้จากฟาร์มหอยนางรมดังกล่าวที่ประมาณไว้นั้นควรถือเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยหรือไม่ ถ้าต้องเสียจะต้องถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) เช่นเดียวกับรายได้จากการทำป่าไม้ สวนยาง ใช่หรือไม่ และเงินได้จากฟาร์มหอยนางรมได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตราใดหรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า นายสุเทพ ได้มีการแจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551 ว่ายังมีรายได้จากสวนยาง , ปาล์ม , ผลไม้ โดยประมาณเป็นเงิน 16,219,139 บาท มีรายได้จากฟาร์มหอยนางรม โดยประมาณเป็นเงิน 400 , 000 บาท ที่ทำให้เข้าใจได้ว่า รายได้ดังกล่าวเป็นรายได้ประจำอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในรอบปี 2551 ที่ผ่านด้วยเช่นเดียวกับที่เคยแจ้งเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ ปี 2550 ไปแล้ว ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะต้องยื่นภายในวันที่ 31 มี.ค.ของปีถัดไป
ดังนั้นเงินได้ตามที่นายสุเทพ แจ้งไว้ในแบบแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ควรถือเป็นเงินได้ของปี 2551 ก็จะต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายในวันที่ 31 มี.ค. 2552 จึงขอให้นายกรัฐมนตรีนำข้อมูลส่วนนี้ไปประกอบการตรวจสอบเพิ่มเติมว่านายสุเทพ ได้ยื่นแบบและเสียภาษีไว้ครบถ้วนตามที่แสดงรายการไว้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้มีการปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป



