ข่าว

ยรรยงดันไทยเป็นผู้นำกำหนดมาตรฐานวัดความชื้น

ยรรยงดันไทยเป็นผู้นำกำหนดมาตรฐานวัดความชื้น

04 พ.ย. 2552

ส.ชั่งตวงวัดเอเชียแปซิฟิค เปิดโต๊ะประชุมความร่วมมือระบบชั่งตวงวัดมีตัวแทน 15 ประเทศร่วมงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รับไทยประสบปัญหาเครื่องวัดความชื้นทำเกษตรกรเสียเปรียบ ระบุไทยต้องเป็นผู้นำกำหนดมาตรฐาน วัดความชื้น เหตุส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกในทวีปเอเชีย พร้อม

 (4พ.ย.)นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังงานประชุมองค์การชั่งตวงวัดแห่งเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Legal Metrology Forum : APLMF) จัดโดยสมาคมชั่งตวงวัดเอเชียแปซิฟิค โดยมีประเทศจีนเป็นประธาน วันนี้ (4 พ.ย.) ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จ.เชียงใหม่ ว่า การประชุมความร่วมมือระบบการชั่งตรงวัดในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิค โดยมีตัวแทนเข้าร่วมประชุม 15 ประเทศ ประกอบด้วย อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี ฟิลิปินส์ กัมพูชา จีน(ไทเป) จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยการประชุมครั้งนี้มีประเทศจีนเป็นประธาน ซึ่งเลือกมาจัดการประชุมที่ประเทศไทย

 สำหรับประเด็นหลักจะเกี่ยวข้องกับเครื่องมือวัดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเครื่องวัดความชื้น ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าระบบชั่งตวงวัดเป็นพื้นที่ระบบเศรษฐกิจการการค้า ซึ่งขณะนี้ในเองประเทศไทยก็ต้องประสบปัญหาเครื่องวัดความชื้นของข้าว ข้าวโพด และสินค้าเกษตรอื่นๆ ซึ่งความชื้นในผลิตผลทางการเกษตรนี้หากค่าของการวัดไม่ตรงจะทำให้เกษตรกรเสียเปรียบเวลาขายของ โดยในประเทศไทยหากความชื้นเพิ่มขึ้น 1% จะถูกหักออก 15 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อมีการซื้อขายก็จะมีเครื่องมือวัดความชื้นซึ่งจะมีหารหักน้ำหนักเปอร์เซ็นต์ความชื้นแต่ละครั้งด้วย ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีการเสนอการกำกับดูแลเครื่องวัดความชื้น ทำอย่างไรจะถูกต้องเหมาะสม นอกจากให้ความถูกต้องแม่นยำทางการค้าระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้าแล้วจะทำให้เรื่องอื่นๆ ที่ต่อเนื่อง เช่น การส่งออก ถูกต้องไปด้วย

 "ประเทศไทยเองพยายามจะเป็นผู้นำในการกำหนดมาตรฐานเรื่องการวัดความชื้น โดยเฉพาะข้าว เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ส่งออกมาถึงปีละ 10 ล้านตัน ขณะที่ประเทศเวียดนามส่งออกเพียง 5 ล้านตันเท่านั้น ถ้าการวัดความชื้นหายไป 1% จะทำให้เกิดการสูญเสียข้าวประมาณแสนตัน ซึ่งจะสร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงพยายามมีการผลักดันให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน" นายบรรยง กล่าว

 รวมถึงเรื่องสินค้าหีบห่อ เมื่อประเทศในกลุ่มอาเซียนมีเปิดเสรีการค้าหรืออาฟต้าขึ้น สินค้าบรรจุหีบห่อทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคก็จะมีการนำเข้าและส่งออกมากขึ้น ซึ่งบริมาณของสินค้าที่อยู่ในหีบห่อต้องถูกต้อง ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศก็จะมีวิธีในการวัดตรวจปริมาตรที่แตกต่างกัน ดังนั้น ในเวทีประชุมองค์การชั่งตวงวัดแห่งเอเชียแปซิฟิค จะมีการพูดคุยหารือถึงมาตรการในการกำกับดูแลเพื่อจะให้เกิดความเชื่อถือกันยอมรับกันว่าสินค้าบรรจุหีบห่อถูกต้อง จะได้ไม่ต้องตรวจสอบอีกครั้ง

 ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาในทางการค้าขายระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนสินค้าที่ส่งผ่านแดนไปมาระหว่างประเทศก็มีปัญหาเรื่องน้ำหนักอยู่เสมอ เช่น กระเทียมจากประเทศจีนขณะที่ส่งออกมาชั่งน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม แต่เมื่อผ่านแดนมาถึงประเทศไทยแล้วน้ำหนักกลับเหลือเพียง 9 กิโลกรัมเศษเท่านั้น ทำให้ประเทศสูญเสียผลกระโยชน์ และยิ่งมีการเปิดเสรีการค้าระหว่างกันมากขึ้นจำเป็นต้องมีการหารือเพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมกันให้มากขึ้น ว่าจะมีวิธีจัดการบรรจุหีบห่อระบุปริมาณ ปริมมาตรน้ำหนักที่ถูกต้องทำให้การค้าไหลเวียนมากขึ้น เป็นการลดการสูญเสีย เพราะสินค้าบรรจุหีบห่อแล้วจะเอามาชั่งอีกไม่ได้