ข่าว

ยรรยงยันเปิดเสรีค้าอาเซียนไม่กระทบสินค้าเกษตรไทย

ยรรยงยันเปิดเสรีค้าอาเซียนไม่กระทบสินค้าเกษตรไทย

04 พ.ย. 2552

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ย้ำชัดเปิดเสรีการค้าอาเซียนปี 53 ไม่กระทบสินค้าเกษตรไทย ระบุเป็นโอกาสไหลเวียนสินค้า-บริการมากขึ้น พร้อมดูดนักลงทุนเข้าพื้นที่ หวั่นอาฟตาทำคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรตกต่ำเหตุสินค้าเกษตรปนกันทำไทยเสียชื่อเสียง วางมาตรการเข้มพร้อมออกใบอนุญาต

 (4พ.ย.)นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเปิดเสรีสินค้าภายใต้กรอบเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) ในปี 2553 ที่จะมีสินค้ากว่า 8,000 รายการ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะถูกลดภาษีเป็น 0% และยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหวที่แต่ละประเทศสมาชิกสงวนการลดภาษีเหลือเพียง 5% ว่า กรอบเสรีการค้าอาเซียนจะทำให้มีการไหลเวียนสินค้า และบริการมากขึ้น เป็นการดึงดูดการลงทุนกลุ่มประเทศอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มอาเซียนเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีโดยส่วนรวม แต่ต้องยอมรับว่าบางส่วนอาจได้รับผลกระทบบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับแต่โดยส่วนมากแล้วในภูมิภาคเดียวกันประเทศไทยได้เปรียบและทำได้ดีกว่า โดยสินค้าที่ส่งไปขายในประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นของประเทศไทย แต่ส่วนสินค้าที่นำเข้ามานั้นจะมาจากประเทศจีนซึ่งไม่ใช่กลุ่มอาเซียน

 ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นกังวลเมื่อมีการเปิดเสีการค้าอาเซียนนั้นคือเรื่องคุณภาพมาตรฐาน เช่น ข้าวโพดจากพม่าและลาว ข้าวจากประเทศกัมพูชา ฯลฯ โดยสินค้าเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องคุณภาพมาตรฐาน เมื่อมีการเปิดเสรีการค้าอาจจะมีการปนกับสินค้าของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้คุณเอาข้าวเค้ามาปนกับของประเทศไทยจะทำให้ข้าวคุณภาพต่ำลงไป ซึ่งข้าวของประเทศไทยจะเป็นข้าวเม็ดยาว หากเอามาปนจะทำให้ประเทสไทยเสียชื่อเสียงได้

 ดังนั้น จึงมีการพูดคุยกำหนดให้มีการขออนุญาตนำเข้า มีใบอนุญาตผู้นำเข้า ใบอนุญาตโรงงานต่างๆ ที่จะเป็นผู้ผลิต โดยในส่วนของข้าวซึ่งถือเป็นสินค้าที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุดนั้นโรงสีต้องเป็นคนบรรจุกระสอบได้ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดระยะเวลานำเข้า เช่น ช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการชลอการนำเข้า ส่วนสินค้าอื่นๆ จะมีการกำหนดผู้นำเข้าโดยเฉพาะ เช่น องค์การคลังสินค้า ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ

 ส่วนความกังวลเรื่องการเปิดเสรีการค้าแล้วจะมีการสวมสิทธิ์โครงการประกันรายได้เกษตรกรในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่มีการนำร่องพืช 3 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นั้น ยืนยันว่าไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากการประกันรายได้รัฐบาลจะมีการจดทะเบียนเกษตรกรเป็นรายบุคคล รวมถึงมีการทำประชาคมตรวจสอบโดยคนในท้องถิ่นเอง โดยรัฐบาลจะชดเชยรายได้ด้วยการนำพื้นที่จริงคูณจำนวนที่จะชดเชยให้ ถ้าเป็นข้าวจากประเทศอื่นก็จะไม่อยู่ในรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ในโครงการดังกล่าวได้