
สถาบันพระปกเกล้าฯเผยเกินครึ่งไม่ค่อยเชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต
สถาบันพระปกเกล้าฯแถลงผลสำรวจครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ระบุ ประชาชน ร้อยละ 53.5 ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม
สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจประชาชนครั้งที่ 2 เกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบประชาชนมีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยคนอีสานและอาชีพข้าราชการให้ความสนใจมากที่สุด และตัดสินใจเลือก ส.ส.ที่นโยบาย แต่ประชาชนเกินครึ่งถึงร้อยละ 53.5 ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะสุจริตและเที่ยงธรรม โดยสาเหตุจากการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริต ใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซง
วันนี้(4 ม.ค.) สถาบันพระปกเกล้า ได้แถลงผลสำรวจครั้งที่ 2 เรื่อง "การรับรู้ เกณฑ์การตัดสินใจและการยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน" โดยสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินโครงการจับตาการเลือกตั้ง 62 (Election'62 Watch) ซึ่งในโครงการประกอบไปด้วยกิจกรรมในหลายส่วน อาทิ การรวบรวมผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของสถาบันพระปกเกล้า การจัดทำและรวบรวมบทความและบทสัมภาษณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การจัดทำสื่อความรู้เพื่อรณรงค์และส่งเสริมการเลือกตั้ง รวมทั้งการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้ง
ในการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง จำแนกเป็นในเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาจำนวน 1 ครั้ง สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 และจะมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอีก 3 ครั้งในช่วงวันที่ 25 มกราคม , 4 กุมภาพันธ์ และ 14 กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง
ในการสารวจความคิดเห็นครั้งที่ 2 เรื่อง “การรับรู้ เกณฑ์การตัดสินใจ และการยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชน” ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 26-30 ธันวาคม 2561 จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,540 ตัวอย่าง ซึ่งใช้หลักความน่าจะเป็นในทางสถิติบนฐานข้อมูลจำนวนประชากร จำแนกตามเพศ อายุ และเขตการปกครอง (ในและนอกเขตเทศบาลเมือง/นคร) ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และเพื่อให้แน่ใจว่าผลที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างนั้นจะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของคนทั้งประเทศได้ จึงได้มีการทำการถ่วงน้าหนัก (Weighted) เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของประชากรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง สำหรับวิธีการศึกษาใช้การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว (Face to face interview) และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (standard error : S.E) ไม่เกิน 1.4
ในการสอบถามความคิดเห็นครั้งนี้สามารถแบ่งคำถามได้เป็น 5 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 : ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ส่วนที่ 2 : ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งระบบใหม่
ส่วนที่ 3 : เกณฑ์การตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต
ส่วนที่ 4 : ความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
ส่วนที่ 5 : ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
สถาบันพระปกเกล้า ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,540 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามเพศชาย ร้อยละ 50.1 เพศหญิง ร้อยละ 49.9 ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี ร้อยละ 12.6 อายุระหว่าง 26 – 35 ปี ร้อยละ 18.1 อายุระหว่าง 36 – 45 ปี ร้อยละ 23.6 อายุระหว่าง 46 – 60 ปี ร้อยละ 28.6 อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 17.1 การศึกษาระดับประถม ร้อยละ 24.2 ระดับมัธยม ร้อยละ 43.5 ระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 32.3 ประกอบอาชีพในภาครัฐ ร้อยละ 18.3 ภาคเอกชน ร้อยละ 24.2 ภาคเกษตรกรรมและภาคแรงงาน ร้อยละ 46.0 กาลังศึกษา ร้อยละ 4.8 และอื่นๆ (เช่น เกษียณ แม่บ้าน อาชีพอิสระอื่นๆ) ร้อยละ 6.8 อาศัยอยู่ในเขตเมือง (กทม./เทศบาลนคร/เทศบาลเมือง) ร้อยละ 37.3 อยู่ในเขตนอกเมือง (เทศบาลตาบล/อบต.) ร้อยละ 62.7 และเป็นผู้ตอบแบบสอบถามที่มีภูมิลาเนาในกรุงเทพฯ ร้อยละ 8.6 ภาคเหนือ ร้อยละ 17.8 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 33.2 ภาคกลางและตะวันออก ร้อยละ 26.2 และภาคใต้ ร้อยละ 14.2
ส่วนที่ 1 : ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ประชาชนมีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
เมื่อสอบถามประชาชนว่ามีความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เพียงใดจากคะแนนเต็ม 10 ประชาชนร้อยละ 52.6 ให้คะแนนความสนใจต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งแต่ 8 คะแนนขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 8.7 เท่านั้นที่ให้คะแนนความสนใจต่ากว่า 5 คะแนน และค่าเฉลี่ยของความสนใจโดยภาพรวมอยู่ที่ 7.39 คะแนน
และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้คะแนนความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสูงที่สุดที่ 7.81 คะแนน รองลงมาเป็นผู้ตอบแบบสอบถามในภาคเหนือ 7.69 คะแนน ภาคกลางและตะวันออก 7.21 คะแนน ภาคใต้ 7.10 คะแนน และกรุงเทพฯ 6.10 คะแนน ตามลำดับ
ส่วนความแตกต่างของความสนใจระหว่างคนกลุ่มต่างๆ พบว่า ผู้ชายมีความสนใจมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย คนอายุระหว่าง 36-60 ปีมีความสนใจมากกว่าคนช่วงอายุอื่นๆ คนที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากกว่าคนที่มีระดับการศึกษาน้อยกว่า และกลุ่มข้าราชการให้ความสนใจสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ
ประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี)
เมื่อสอบถามประชาชนถึงช่องทางการติดตามข่าวสารทางการเมือง พบว่า ประชาชนร้อยละ 57.4 ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) มากที่สุด รองลงมาร้อยละ 26.0 ระบุว่าติดตามทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดีย ร้อยละ 6.5 ติดตามผ่านการพูดคุยกับคนอื่นๆ และมีเพียงร้อยละ 3.6 เท่านั้นที่ติดตามทางหนังสือพิมพ์
เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ น่าสนใจว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 72.9 ระบุว่า โทรทัศน์ (ฟรีทีวี) เป็นช่องทางที่ใช้ในการติดตามข่าวสารทางการเมืองมากที่สุด ในขณะที่ผู้ตอบที่มีอายุ 18-25 ปีที่ตอบว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) มากที่สุดมีเพียง ร้อยละ 44.8 เท่านั้น ในทางกลับกัน มีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียงร้อยละ 10.3 เท่านั้น ที่ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียมากที่สุด ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุ 18-25 ปีที่ระบุว่าติดตามข่าวสารทางการเมืองทางอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดียมากที่สุดมีถึงร้อยละ 42.8
ในส่วนของการติดตามข่าวสารทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้น พบว่า ประชาชนในทุกกลุ่มอายุส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารผ่านทางฟรีทีวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ติดตามผ่านทางฟรีทีวีถึงร้อยละ 72.9 และ ลำดับรองลงมาพบว่าประชากรทุกกลุ่มติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 18-25 ปีที่มีติดตามถึงร้อยละ 42.8
แสดงการติดตามข่าวสารทางการเมืองเกี่ยวกับ การเลือกตั้งผ่านช่องทางต่างๆ จำแนกตามกลุ่มอายุ
| กลุ่มอายุ | ฟรีทีวี | การพูดคุยกับบุคคลอื่น | หนังสือพิมพ์ | โซเชียลมีเดีย | อื่นๆ |
| 18-25 | 44.8% | 7.2% | 2.6% | 42.8% | 2.6% |
| 26-35 | 53.4% | 5.0% | 3.2% | 30.5% | 7.9% |
| 36-45 | 55.4% | 5.0% | 3.3% | 33.1% | 3.3% |
| 46-60 | 59.1% | 7.9% | 4.4% | 19.6% | 9.0% |
| 60 ปีขึ้นไป | 72.9% | 7.6% | 4.2% | 10.3% | 5.0% |
ส่วนที่ 2 : ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งระบบใหม่
ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งของประชาชนยังเท่าๆ เดิมและใกล้เคียงกันในแต่ละภาค
เมื่อสอบถามประชาชนเกี่ยวกับ จำนวน ส.ส. ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ประชาชนร้อยละ 61.4 ทราบว่า ส.ส. แบบแบ่งเขตมีจานวน 350 คน (เพิ่มขึ้นจากผลสารวจครั้งแรก ร้อยละ 2.3) ในขณะที่ประชาชน ร้อยละ 67.5 ทราบว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 150 คน (ลดลงจากผลสำรวจครั้งแรก ร้อยละ 3)
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนในภาคเหนือ มีความรู้เรื่องจานวน ส.ส. แบบแบ่งเขตสูงกว่าประชาชนในภาคอื่นๆ (ร้อยละ 65.7) รองลงมาเป็นประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 65.6) ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ (ร้อยละ 65.2) ประชาชนในภาคใต้ (ร้อยละ 60.6) และประชาชนในภาคกลางและตะวันออก (ร้อยละ 52.6) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตสูงกว่าประชาชนในกลุ่มอายุอื่นๆ (ร้อยละ 43.7) รองลงมาเป็นประชาชนที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (ร้อยละ 41.5) และประชาชนที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี เป็นกลุ่มที่เข้าใจถูกต้องในเรื่องของจานวน ส.ส. แบบแบ่งเขต (ร้อยละ 64.7) รองลงมาได้แก่ กลุ่มประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46 – 60 ปี (ร้อยละ 64.3) ตามลำดับ
แสดงการรับรู้ต่อจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต จำแนกตามกลุ่มอายุ
| กลุ่มอายุ | ความเข้าใจ | |
| เข้าใจ “ถูก” | เข้าใจ “ผิด” | |
| 18-25 | 58.5% | 41.5% |
| 26-35 | 59.5% | 40.5% |
| 36-45 | 64.7% | 35.3% |
| 46-60 | 64.3% | 35.7% |
| 60 ปีขึ้นไป | 56.3% | 43.7% |
ส่วนความรู้เกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้น ประชาชนในภาคใต้มีความรู้ในเรื่องนี้สูงกว่าภาคอื่นๆ (ร้อยละ 72.1) รองลงมาเป็นประชาชนในภาคเหนือ (ร้อยละ 71.2) ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ (ร้อยละ 69.9) ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 69.5) และประชาชนในภาคกลางและตะวันออก (ร้อยละ 59.3) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 26-35 ยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อสูงกว่าประชาชนในกลุ่มอายุอื่นๆ (ร้อยละ 35.8) รองลงมาเป็นประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 35.4) ในขณะที่ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี เป็นกลุ่มที่เข้าใจถูกต้องในเรื่องของจานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 70.0) รองลงมาได้แก่ กลุ่มประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46 – 60 ปี (ร้อยละ 69.3) ตามลำดับ
แสดงการรับรู้ต่อจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ จำแนกตามกลุ่มอายุ
| กลุ่มอายุ | ความเข้าใจ | |
| เข้าใจ “ถูก” | เข้าใจ “ผิด” | |
| 18-25 | 67.2% | 38.8% |
| 26-35 | 64.2% | 35.8% |
| 36-45 | 70.0% | 30.0% |
| 46-60 | 69.3% | 30.7% |
| 60 ปีขึ้นไป | 64.6% | 35.4% |
ส่วนที่ 3 : เกณฑ์การตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต
การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรค
เมื่อถามประชาชนว่าจะตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพิจารณาจากปัจจัยเรื่องใดมากที่สุด ประชาชนร้อยละ 35.4 ระบุว่าจะพิจารณาจากนโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด ร้อยละ 26.5 ระบุว่าจะพิจารณาจากตัวผู้สมัครในเขตของตน ร้อยละ 21.5 จะพิจารณาจากพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด และร้อยละ 16.5 จะพิจารณาจากชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค น่าสนใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในแทบทุกภาคจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรคมากที่สุด ยกเว้นภาคตะวันตะวันออกเฉียงเหนือเพียงภาคเดียวที่มีผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าจะใช้ปัจจัยเรื่องตัวผู้สมัครในเขตในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ตอบที่จะใช้ปัจจัยเรื่องนโยบายพรรคในการเลือกผู้สมัคร (ร้อยละ 35.0 vs ร้อยละ 30.7)
แสดงเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)
| ภาค | ผู้สมัครในเขต | พรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด | นโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด | ชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ |
| กทม. | 15.2% | 34.8% | 50.0% | 0.0% |
| เหนือ | 25.2% | 17.9% | 37.6% | 19.3% |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 35.0% | 20.1% | 30.7% | 14.3% |
| กลางและตะวันออก | 23.8% | 20.0% | 35.6% | 20.5% |
| ใต้ | 20.6% | 23.4% | 35.3% | 20.6% |
เมื่อพิจารณาจาแนกเป็นกลุ่มอายุ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแทบทุกภาคจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยพิจารณาจากนโยบายของพรรคมากที่สุด โดยเรียงลาดับจากกลุ่มประชากรอายุ 36-45 ปี รองลงมาได้แก่ กลุ่มอายุ 18-25 ปี และ กลุ่มอายุ 26 – 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 40.3 , 37.1 และ 35.1 เรียงตามลำดับ
แสดงเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำแนกตามกลุ่มอายุ
| กลุ่มอายุ | ผู้สมัครในเขต | พรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด | นโยบายของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัด | ชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองนำเสนอ |
| 18-25 | 20.6% | 25.8% | 37.1% | 16.5% |
| 26-35 | 26.9% | 22.2% | 35.1% | 15.8% |
| 36-45 | 27.6% | 17.1% | 40.3% | 14.9% |
| 46-60 | 29.5% | 20.5% | 35.0% | 15.0% |
| 60 ปีขึ้นไป | 23.9% | 25.4% | 29.2% | 21.6% |
ส่วนที่ 4 : ความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
เมื่อถามว่า หากมีการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ท่านจะออกไปใช้สิทธิหรือไม่ ประชาชน ร้อยละ 86.8 ตอบว่า จะออกไปใช้สิทธิอย่างแน่นอน ร้อยละ 12.0 ตอบว่ายังไม่แน่ใจ และมีเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้นที่ตอบว่าจะไม่ไปสิทธิอย่างแน่นอน
คนกรุงเทพฯ เริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
เมื่อพิจารณาข้อมูลเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 ใน 3 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่าจะไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีประชาชนในกรุงเทพฯ เพียงร้อยละ 59.8 เท่านั้นที่ระบุว่าตั้งใจที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 (น้อยกว่าสัดส่วนจากการสารวจครั้งที่ 1 ถึงร้อยละ 34.9) ถึงแม้ว่าจะมีประชาชนในกรุงเทพฯ เพียงร้อยละ 5.3 ที่ระบุว่าจะไม่ไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่มากกว่าหนึ่งในสาม (ร้อยละ 34.8) ระบุว่ายังไม่แน่ใจ
แสดงความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)
| ภาค | ไปแน่นอน | ไม่ไปแน่นอน | ยังไม่แน่ใจ |
| กทม. | 59.8% | 5.3% | 34.8% |
| เหนือ | 93.8% | 1.5% | 4.7% |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 91.8% | 0.8% | 7.4% |
| กลางและตะวันออก | 82.4% | 2.2% | 15.3% |
| ใต้ | 92.7% | 1.4% | 5.9% |
เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 46-60 ปี ตั้งใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด (ร้อยละ 91.1) ในขณะที่ผู้เลือกตั้งหน้าใหม่ (อายุ 18-25 ปี) และผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสองช่วงวัยที่มีผู้ตอบว่าจะออกไปใช้สิทธิอย่างแน่นอนน้อยกว่าผู้ตอบในช่วงอายุอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 81.5 และร้อยละ 81.7 ตามลำดับ
แสดงความมุ่งมั่นในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จำแนกกลุ่มอายุ
| อายุ | ไปแน่นอน | ไม่ไปแน่นอน | ยังไม่แน่ใจ |
| 18-25 | 81.5% | 2.1% | 16.4% |
| 26-35 | 87.8% | 0.0% | 12.2% |
| 36-45 | 89.0% | 1.9% | 9.1% |
| 46-60 | 91.1% | 0.7% | 8.2% |
| 60 ปีขึ้นไป | 81.7% | 4.2% | 14.1% |
ส่วนที่ 5 : ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
ประชาชนเกินครึ่งยังไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม”
เมื่อสอบถามประชาชนว่ามีความเชื่อมั่นแค่ไหนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” ประชาชนร้อยละ 53.5 ตอบว่าไม่ค่อยเชื่อมั่นและไม่เชื่อมั่นเลย ในขณะที่ประชาชนเพียงร้อยละ 46.5 ตอบว่าค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างมาก
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายภาค พบว่า มีเพียงภาคเหนือและภาคใต้เท่านั้นที่ประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมั่นอย่างมากว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 64.7 ในกรุงเทพฯ และร้อยละ 62.7 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่ค่อยเชื่อมั่นและไม่เชื่อมั่นเลยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม”
แสดงความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง จำแนกตามภาค (แยกกรุงเทพมหานคร)
| ภาค | เชื่อมั่นอย่างมาก | ค่อนข้างเชื่อมั่น | ไม่ค่อยเชื่อมั่น | ไม่เชื่อมั่นเลย |
| กทม. | 5.3% | 30.1% | 34.6% | 30.1% |
| เหนือ | 27.7% | 30.3% | 33.9% | 8.0% |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 5.3% | 32.0% | 43.9% | 18.8% |
| กลางและตะวันออก | 13.1% | 33.9% | 35.4% | 17.6% |
| ใต้ | 14.2% | 45.2% | 32.0% | 8.7% |
เมื่อพิจารณาเรื่องความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง พบว่าในทุกกลุ่มอายุไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยกลุ่มที่ไม่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด คือ กลุ่มประชากรที่มีอายุช่วง 36-45 ปี
แสดงความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้ง จำแนกตามกลุ่มอายุ
| ภาค | เชื่อมั่นอย่างมาก | ค่อนข้างเชื่อมั่น | ไม่ค่อยเชื่อมั่น | ไม่เชื่อมั่นเลย |
| 18-25 | 16.9% | 34.4% | 36.9% | 11.8% |
| 26-35 | 8.2% | 35.5% | 37.6% | 18.6% |
| 36-45 | 10.7% | 35.3% | 39.4% | 14.6% |
| 46-60 | 12.9% | 31.3% | 36.5% | 19.3% |
| 60 ปีขึ้นไป | 16.0% | 34.0% | 36.6% | 13.4% |
เมื่อถามต่อไปว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้
- ร้อยละ 35.6 ตอบว่า การจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยุติธรรม
- ร้อยละ 11.6 ตอบว่า ผลการเลือกตั้งตรงตามที่ประชาชนเลือก สะท้อนความต้องการของเสียงส่วนใหญ่
- ร้อยละ 10.6 ตอบว่า ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจานวนมาก การมีส่วนร่วมของประชาชน
- ร้อยละ 6.1 ตอบว่า ความเป็นกลางของรัฐบาล
- ร้อยละ 4.3 ตอบว่า ได้คนดี รัฐบาลดี นโยบายดี
ส่วนสิ่งสำคัญที่อาจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้
- ร้อยละ 31.0 ตอบว่า การทุจริต มีการโกงการเลือกตั้ง
- ร้อยละ 18.1 ตอบว่า การซื้อสิทธิขายเสียง แจกเงินหรือสิ่งจูงใจเพื่อชนะการเลือกตั้ง
- ร้อยละ 5.5 ตอบว่า การใช้อำนาจหรืออิทธิพลแทรกแซงการเลือกตั้ง
- ร้อยละ 4.2 ตอบว่า พรรคการเมืองแข่งขันกันแบบเอารัดเอาเปรียบ



