ข่าว

กอส.ฟันธงเหลือง-แดงขัดแย้งเหนือระอุยิ่งกว่าไฟใต้

กอส.ฟันธงเหลือง-แดงขัดแย้งเหนือระอุยิ่งกว่าไฟใต้

04 พ.ย. 2552

กอส.ขึ้นเหนือ ระดมทุกภาคส่วนยุทธศาสตร์สร้างสมานฉันท์ฯ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาโครงการฯระบุเหลืองแดงขัดแย้งภาคเหนือระอุยิ่งกว่าไฟใต้ เหตุอ้างในหลวงมาทะเลาะกันทำสถาบันเสื่อม แนะแก้รัฐบาลต้องแสดงเจตน์จำนงค์สร้างกลไกออกมารองรับ

 เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 พ.ย.ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล จัดประชุมวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT analysis)และวิเคราะห์ผู้ได้รับประโยชน์(STAKEHOLDER analysis)  ตามโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติ โดยมีผู้แทนผู้บริหารจังหวัด ข้าราชการ ผู้แทนประชาชนที่มีข้อขัดแย้งกับภาครัฐ  ผู้แทนชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านความขัดแย้งและสันติวิธี องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น  ผู้ทรงคุณวุฒิและสื่อมวลชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ  มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน  เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอปัญหา

 รศ.อัจฉราพรรณ จรัสวัฒน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)สมัยที่นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงชายแดนภาคใต้ โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นฝ่ายเลขา แต่มีการทิ้งช่วงไป  ซึ่งครั้งนั้นได้ใช้ความเป็นไทยเข้าไปจัดการดูแล ซึ่งตามปกติแล้วการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความสมานฉันท์ฯนั้นต้องมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม(SWOT)ปัญหา

 แต่ในการดำเนินการที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างสมานฉันท์พื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้เราได้เพิ่มในส่วนของการวิเคราะห์ผู้ได้รับผลประโยชน์ทุกฝ่ายเข้าไว้ด้วย โดยเลี่ยงที่จะใช้คำว่าผู้มีส่วนได้เสียเพื่อเข้าไปวิเคราะห์ จึงได้มีการจัดประชุมในวันนี้

 สำหรับเป้าประสงค์ที่สำคัญคือเราจะรู้ถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่มาซึ่งเราให้ความสำคัญตรงนี้มากกว่า เพื่อที่จะรู้ถึงสถานการณ์ที่มีอยู่จริงตอนนี้ว่าคืออะไร ซึ่งในส่วนของภาคเหนือนั้นเราเน้นหนักใน 3 ประเด็น  คือความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางทรัพยากรธรรมชาติและความขัดแย้งของสังคมเมือง เช่นการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก  ปัญหาครูใช้ความรุนแรงต่อนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เราอยากได้คือเพื่อหาอัตลักษณ์ความรุนแรงในพื้นที่  ซึ่งสิ่งที่เราบันทึกไว้นี้ เราจะไปถามจากชาวบ้านในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ  จากนั้นจะนำไปจัดการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างสมานฉันท์และสันติวิธีโดยกระบวนการที่เป็นไปอย่างเร่งด่วน

 รศ.อัจฉราพรรณ กล่าวว่า ด้านประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือนั้นมองว่าการเมืองเหลืองแดงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นไม่ธรรมดาหนักมากคือเป็นสองแดงกับสามเหลือง แต่คิดว่ายังมีช่องว่างที่จะแก้ไขได้  มุมมองส่วนตัวมองว่าวิธีคิดของความรุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจากระบบสังคมรุนแรงโดยที่ไม่รู้ตัว 

“แต่หากมองในแง่ของการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือเราบอกว่าเรารักพระเจ้าอยู่หัว แต่เราก็อ้างพระเจ้าอยู่หัวมาทะเลาะกัน  นี่คือความรุนแรงที่สุดของประเทศ  แต่ไม่มีใครมองเห็นว่านี่คือการทำให้สถาบันเสื่อม  เรื่องนี้มองว่าหนักกว่าที่ภาคใต้”รศ.อัจฉราพรรณ กล่าว
รศ.อัจฉราพรรณ กล่าวอีกว่า ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เหลืองแดงสมานฉันท์นั้น  ประการแรกรัฐบาลต้องจริงใจไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน  แม้เรารู้ดีว่าจะต้องมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลังจากนี้  แต่ในแง่วิชาการการสร้างสมานฉันท์และสันติได้นั้นเจตน์จำนงค์ของรัฐต้องชัดเจน  เมื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ฯแล้วรัฐต้องจัดกลไกมารองรับ  ไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอยเดียวกันกับกรณีของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่ภาคใต้  ที่มีแผนแต่ไม่มีกลไกมารองมือรองเท้า 

นอกจากรัฐบาลแล้ว  น่าจะต้องมีพลังสาธารณะอื่น ๆร่วมด้วย ทั้งสมัชชาชุมชน  สื่อมวลชนต่าง ๆ เพราะลำพังวิชาการหรือเฉพาะทางใดทางหนึ่งทำก็คงไม่รอด  ต้องพึ่งพลังชุมชนที่ใสสะอาดอย่าให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์  เมื่อมีมาตรการเร่งด่วนแล้วต้องดำเนินการภายใน 6 เดือนและตามด้วยแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่องตามที่วางโครงสร้างอย่างถูกทิศทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมตัวแทนหลายภาคส่วนได้สะท้อนประเด็นปัญหาความขัดแย้งในภาคเหนือที่เกิดขึ้น  ตัวแทนจากหน่วยงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นระบุว่าความขัดแย้งในท้องถิ่นที่เด่นชัดตอนนี้คือทุนนิยมและการเมืองระดับชาติเข้าไปล้วงลูกการเลือกตั้งทั้งระดับเทศบาล  อบจ.และอบต.ต่าง ๆ  ซึ่งล้วนมีการแบ่งแยกเป็นขั้วต่าง ๆมีสังกัดมีสีเสื้อกันหมด  แม้แต่พระสงฆ์ก็มีหลายสี  แม้จะนุ่งห่มจีวรสีเดียวกัน

ส่วนตัวแทนนักวิชาการด้านกฎหมายแสดงทัศนะว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะไม่เกิดขึ้นหากปฏิบัติไม่แตกต่างและจัดสรรอย่างยุติธรรม ซึ่งแก้ได้โดยการที่มองอีกฝ่ายว่าไม่ต่าง ขณะที่ประธานคณะกรรมการบริหารยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่  กล่าวว่า  ปัญหาสีเสื้อนั้นถือเนความขัดแย้งระดับใหญ่ จะเห็นว่าหลายคนออกไปร่วมชุมนุมเรียกร้องโดยที่ไม่มีความเข้าใจ  แต่ที่ไปเพราะมีอย่างอื่นมาให้  ทางแก้คือต้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กันให้มาก แต่ถ้ามีความรู้แล้วเขาจะเลือกเสื้อสีไหนก็เป็นเรื่องของเขา