
กอส.ฟันธงเหลือง-แดงขัดแย้งเหนือระอุยิ่งกว่าไฟใต้
กอส.ขึ้นเหนือ ระดมทุกภาคส่วนยุทธศาสตร์สร้างสมานฉันท์ฯ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาโครงการฯระบุเหลืองแดงขัดแย้งภาคเหนือระอุยิ่งกว่าไฟใต้ เหตุอ้างในหลวงมาทะเลาะกันทำสถาบันเสื่อม แนะแก้รัฐบาลต้องแสดงเจตน์จำนงค์สร้างกลไกออกมารองรับ
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 พ.ย.ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล จัดประชุมวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT analysis)และวิเคราะห์ผู้ได้รับประโยชน์(STAKEHOLDER analysis) ตามโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติ โดยมีผู้แทนผู้บริหารจังหวัด ข้าราชการ ผู้แทนประชาชนที่มีข้อขัดแย้งกับภาครัฐ ผู้แทนชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านความขัดแย้งและสันติวิธี องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิและสื่อมวลชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 50 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการนำเสนอปัญหา
รศ.อัจฉราพรรณ จรัสวัฒน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)สมัยที่นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงชายแดนภาคใต้ โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นฝ่ายเลขา แต่มีการทิ้งช่วงไป ซึ่งครั้งนั้นได้ใช้ความเป็นไทยเข้าไปจัดการดูแล ซึ่งตามปกติแล้วการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความสมานฉันท์ฯนั้นต้องมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม(SWOT)ปัญหา
แต่ในการดำเนินการที่จะกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างสมานฉันท์พื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้เราได้เพิ่มในส่วนของการวิเคราะห์ผู้ได้รับผลประโยชน์ทุกฝ่ายเข้าไว้ด้วย โดยเลี่ยงที่จะใช้คำว่าผู้มีส่วนได้เสียเพื่อเข้าไปวิเคราะห์ จึงได้มีการจัดประชุมในวันนี้
สำหรับเป้าประสงค์ที่สำคัญคือเราจะรู้ถึงความเห็นของทุกฝ่ายที่มาซึ่งเราให้ความสำคัญตรงนี้มากกว่า เพื่อที่จะรู้ถึงสถานการณ์ที่มีอยู่จริงตอนนี้ว่าคืออะไร ซึ่งในส่วนของภาคเหนือนั้นเราเน้นหนักใน 3 ประเด็น คือความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางทรัพยากรธรรมชาติและความขัดแย้งของสังคมเมือง เช่นการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ปัญหาครูใช้ความรุนแรงต่อนักเรียน ซึ่งสิ่งที่เราอยากได้คือเพื่อหาอัตลักษณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งสิ่งที่เราบันทึกไว้นี้ เราจะไปถามจากชาวบ้านในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ จากนั้นจะนำไปจัดการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างสมานฉันท์และสันติวิธีโดยกระบวนการที่เป็นไปอย่างเร่งด่วน
รศ.อัจฉราพรรณ กล่าวว่า ด้านประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือนั้นมองว่าการเมืองเหลืองแดงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นไม่ธรรมดาหนักมากคือเป็นสองแดงกับสามเหลือง แต่คิดว่ายังมีช่องว่างที่จะแก้ไขได้ มุมมองส่วนตัวมองว่าวิธีคิดของความรุนแรงเกิดขึ้นเนื่องจากระบบสังคมรุนแรงโดยที่ไม่รู้ตัว
“แต่หากมองในแง่ของการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือเราบอกว่าเรารักพระเจ้าอยู่หัว แต่เราก็อ้างพระเจ้าอยู่หัวมาทะเลาะกัน นี่คือความรุนแรงที่สุดของประเทศ แต่ไม่มีใครมองเห็นว่านี่คือการทำให้สถาบันเสื่อม เรื่องนี้มองว่าหนักกว่าที่ภาคใต้”รศ.อัจฉราพรรณ กล่าว
รศ.อัจฉราพรรณ กล่าวอีกว่า ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เหลืองแดงสมานฉันท์นั้น ประการแรกรัฐบาลต้องจริงใจไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน แม้เรารู้ดีว่าจะต้องมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลังจากนี้ แต่ในแง่วิชาการการสร้างสมานฉันท์และสันติได้นั้นเจตน์จำนงค์ของรัฐต้องชัดเจน เมื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ฯแล้วรัฐต้องจัดกลไกมารองรับ ไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอยเดียวกันกับกรณีของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่ภาคใต้ ที่มีแผนแต่ไม่มีกลไกมารองมือรองเท้า
นอกจากรัฐบาลแล้ว น่าจะต้องมีพลังสาธารณะอื่น ๆร่วมด้วย ทั้งสมัชชาชุมชน สื่อมวลชนต่าง ๆ เพราะลำพังวิชาการหรือเฉพาะทางใดทางหนึ่งทำก็คงไม่รอด ต้องพึ่งพลังชุมชนที่ใสสะอาดอย่าให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เมื่อมีมาตรการเร่งด่วนแล้วต้องดำเนินการภายใน 6 เดือนและตามด้วยแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่องตามที่วางโครงสร้างอย่างถูกทิศทาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมตัวแทนหลายภาคส่วนได้สะท้อนประเด็นปัญหาความขัดแย้งในภาคเหนือที่เกิดขึ้น ตัวแทนจากหน่วยงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นระบุว่าความขัดแย้งในท้องถิ่นที่เด่นชัดตอนนี้คือทุนนิยมและการเมืองระดับชาติเข้าไปล้วงลูกการเลือกตั้งทั้งระดับเทศบาล อบจ.และอบต.ต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีการแบ่งแยกเป็นขั้วต่าง ๆมีสังกัดมีสีเสื้อกันหมด แม้แต่พระสงฆ์ก็มีหลายสี แม้จะนุ่งห่มจีวรสีเดียวกัน
ส่วนตัวแทนนักวิชาการด้านกฎหมายแสดงทัศนะว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะไม่เกิดขึ้นหากปฏิบัติไม่แตกต่างและจัดสรรอย่างยุติธรรม ซึ่งแก้ได้โดยการที่มองอีกฝ่ายว่าไม่ต่าง ขณะที่ประธานคณะกรรมการบริหารยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาสีเสื้อนั้นถือเนความขัดแย้งระดับใหญ่ จะเห็นว่าหลายคนออกไปร่วมชุมนุมเรียกร้องโดยที่ไม่มีความเข้าใจ แต่ที่ไปเพราะมีอย่างอื่นมาให้ ทางแก้คือต้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กันให้มาก แต่ถ้ามีความรู้แล้วเขาจะเลือกเสื้อสีไหนก็เป็นเรื่องของเขา



