
นายกฯสั่งทบทวนตั้ง52หน่วยงานใหม่ หวั่นสิ้นเปลืองงบ-ซ้ำซ้อน
เลขาฯ ก.พ.ร.เผย นายกฯสั่งทบทวนตั้ง 52 หน่วยงานใหม่ตามแผนปฏิรูป ป้องกันทำงานซ้ำซ้อน หวั่นสิ้นเปลืองงบฯ
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (2 ม.ค.) มีมติรับทราบทบทวนข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ 52 หน่วยงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอ ว่าเราได้ให้ข้อเสนอในที่ประชุม ครม.ว่าการตั้งหน่วยงาน 52 หน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานองค์การมหาชนและส่วนราชการ รวมถึงกรมใหม่ เป็นจำนวนที่เยอะ และยังไม่ได้มีการวิเคราะห์ในรายละเอียดว่าเหมาะสมและจำเป็นจะต้องตั้งมากมายขนาดนั้นหรือไม่ หรือที่มีอยู่มันพอแล้ว หรือเกินพอแล้วหรือไม่ ควรจะยกเลิกเสียด้วยซ้ำไป
"เราได้ไปดูแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมุ่งให้ภาคราชการมีขนาดเล็กลง ทำงานแบบคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้เทคโนโลยีให้บริการประชาชนมากขึ้น ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานใหญ่ๆ เพราะการตั้งหน่วยงานจำนวนมากขนาดนี้ มีตรรกะขัดกันกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราจึงเสนอ ครม.ไปว่า มันไม่สอดคล้องกันและควรมีการทบทวนให้ดีก่อนตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะ ก.พ.ร.เห็นว่ามีภาระกับงบประมาณของรัฐมาก ขณะที่เรื่องประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ไม่มีใครรับประกันว่า การตั้ง 52 หน่วยงานแล้วประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง และเรายังเสนอไปว่า ถ้าจะตั้งหน่วยงานใหม่ ต้องยุบเลิกหรือยุบรวมหน่วยงานที่มีอยู่เดิม (One-In, X-Out) เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณไปอีก 20-30 ปี เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการไม่ได้ทำงานเป็นแท่งเหมือนเมื่อก่อน เราทำงานแบบบูรณาการ หากยังทำงานเป็นแท่งก็จะเกิดปัญหา"
เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับข้อเสนอและสั่งการให้มีการทบทวน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ,คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ รับกลับไปพิจารณาทบทวนแก้ไข
"นอกจากนี้ ก.พ.ร.ยังเสนอที่ประชุม ครม.ว่าปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัล เราจะต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานมากขึ้น และลดจำนวนคนให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ กระบวนการทำงานจะเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งการจะตั้งหน่วยงานใหม่จะต้องแนบแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) มาด้วย เนื่องจากขณะนี้กฎหมายที่เสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วนใหญ่ จะมีการตั้งหน่วยงาน กรมและองค์การต่างๆ อย่างไรก็ตาม หลังจากปรับแก้แล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะนำเข้า ครม.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะเสร็จทันก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่า ก.พ.ร.ไม่ได้ขัดแย้งหรือทะเลาะกับใคร เราเพียงเสนอตามหลักการว่าควรจะเป็นอย่างนี้"



