
ฝนตกหนักคลื่นสูงถล่มชุมพรบ้านพัง15หลัง
อากาศหนาวเยือนไทยแล้ว ปภ.คาดเย็นยะเยือกถึง ก.พ.ปีหน้า เตือนเจอภัยแล้งตั้งแต่ภาคเหนือ-อีสาน ส่วนภาคใต้สุ่มเสี่ยงเจอฝนตกหนักตั้งแต่ ธ.ค.-ม.ค.ปีหน้า เตือนค่ำนี้น้ำท่วมฉับพลันที่นครศรีธรรมราช
(4พ.ย.)นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า กรมปภ.ได้ประเมินและคาดการณ์แนวโน้มการเกิดสาธารณภัยของประเทศไทยในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยข้อมูลลักษณะอากาศของหน่วยงานต่างๆ พบว่า ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีอากาศหนาวเย็นก่อนภาคอื่นๆ ซึ่งในระยะแรกจะมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง ส่งผลให้มีอากาศหนาวถึงหนาวจัด มีหมอกในตอนเช้า บริเวณยอดดอยและยอดภูอาจมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้
คาดเจอภัยแล้งตั้งแต่ภาคเหนือ-อีสาน
นายอนุชา กล่าวต่อไปว่า สำหรับภาคอื่นๆจะมีอากาศหนาวเย็นในลำดับถัดไป ซึ่งในช่วงที่ลมหนาวปกคลุมพื้นที่ต่างๆทำให้สภาพอากาศแห้ง อาจทำให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ โดยเริ่มจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นสถานการณ์จะรุนแรงขยายพื้นที่ไปยังภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตามลำดับ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีระบบการจัดการน้ำไม่ดี สถานการณ์ภัยแล้งจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ
ภาคใต้เสี่ยงเจอฝนตกหนัก ธ.ค.-ม.ค.
นายอนุชา กล่าวอีกว่า ในขณะที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุกหนาแน่นและตกหนักมากในบางพื้นที่ภาคใต้ตอนบนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2552 และภาคใต้ตอนล่างในช่วงเดือนธันวาคม 2552- มกราคม 2553 รวมทั้งมีโอกาสสูงที่พายุหมุนเขตร้อนจะเคลื่อนตัวผ่านฝั่งอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก วาตภัย ดินโคลนถล่ม และคลื่นพายุซัดฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก
เตือนประชาชนเตรียมรับมือ
“ในช่วงที่มีหมอกลงจัด ควรเปิดไฟต่ำหรือไฟตัดหมอกจะช่วยให้มองเห็นสภาพเส้นทางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ขับรถเร็ว นอกจากนี้เกษตรกรควรสร้างสิ่งปกคลุมผลผลิตทางการเกษตร เพื่อป้องกันผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากน้ำค้างแข็ง ส่วนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงวางแผนปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในการทำเกษตร” นายอนุชา กล่าว
เตือนค่ำนี้น้ำท่วมฉับพลันที่นครศรีธรรมราช
นายบุญชัย งามวิโรจน์ ปฏิบัติราชการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา ดูแลศูนย์ปฏฎิบัติการเฝ้าระวังเตือนภัยน้ำหลาก ดินถล่ม กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง จากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดปกคลุมประเทศไทย อ่าวไทย และทะเลอันดามันมีกำลังแรง ทำให้หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนัก ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่บ้านคันเบ็ต อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ประชาชนได้อพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันได้ประกาศเตือนประชาชนในอำเภอใกล้เคียง ได้แก่ บ้านขุนพัง อ.ร่อนพิบูลย์ อ.สิชล และบ้านวังลุง อ.พรหมคีรี ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันนและน้ำหลากดินถล่มในช่วงเวลานี้ด้วย
นายบุญชัย กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าในช่วงค่ำวันนี้ น้ำจากบ้านคันเบ็ต จะไหลไปยังงบ้านเขาแก้ว อ.ลานสกา และไหลไปยังอ.พระพรหม และไหลไปสู่ อ.เชียรใหญ่ โดยเครื่องเตือนภัยน้ำหลากดินถล่มในพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง มีปริมาณน้ำฝนสูงในระดับอันตราย จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฝนตกหนักคลื่นสูงถล่มชุมพรบ้านพัง15หลัง
เมื่อเวลา 15 00 น.วันที่ 4 พย.52 นายเอกรัฐ หลีเส็น นายอำเภอ ละแม จ.ชุมพร พร้อมด้วยนายฉัตรชัย พะลัง รองนายก อบจ.ชุมพร เดินทางไป ตรวจสอบเหตุการณ์พายุคลื่นขนาดใหญ่พัดขึ้นถล่มชายฝั่ง พื้นที่ หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 5 ต.ละแม หมู่ที่ 6 หมู่ที่ 9 ต.สวนแตง อ.ละแม จ.ชุมพร
นายเอกรัฐ เปิดเผยว่า “ในช่วงเช้าเวลา ประมาณ 05.00 น.วันนี้ ได้รับแจ้งว่า มีพายุ และ ฝน มีกำลังพัดขึ้นสู่ฝั่งในพื้นที่ อ.ละแม จนกระทั่งในช่วงเช้าได้มีคลื่นขนาดใหญ่พัดกระหน่ำถล่มบ้านเรือนชาวบ้าน อย่างต่อเนื่อง ขนาดคลื่นมีความสูงร่วม 4 - 5 เมตร ส่งผลให้บ้านเรือนชาวบ้านพังเสียหายเกือบทั้งหลังจำนวน 15 หลัง ทรัพย์สินของชาวบ้าน จำนวนมากได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
จึงประสานงานให้ กำลังตำรวจ อาสาสมัคร หน่วยศิรินทร์ ขนย้ายทรัพย์สินของชาวบ้าน รวมถึง อพยพชาวบ้าน ประมาณ 500 คน ไปอยู่ยังที่ปลอดภัย และ รายงานให้ นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผวจ.ชุมพร ทราบและ นำเครื่องยังชัพไปมอบให้ชาวบ้านอย่างเร่งด่วน
ต่อมา ได้รับแจ้งว่า มีน้ำป่าไหลหลากจาก ภูเขาชะมด ทำให้หลายพื้นที่ ของ อ.ละแม ได้รับความเสียหาย โดยที่ สะพานคอนกรีต ข้ามคลองห้วยทรายขาว บนถนน เขาชะมด - เขาหลาง ที่ 2 ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม ถูกน้ำป่าไหลหลากกัดเซาะ เพียง 20นาที ทำให้คอสะพานขาด



