
ดึงท้องถิ่นร่วมดับไฟใต้ เน้นผู้นำไม่สังกัดกลุ่มการเมือง
การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่อาจทำได้สำเร็จโดยยุทธวิธีทางทหาร หรือมุ่งแต่ทุ่มงบลงไปเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกรัฐที่มีความใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นมากที่สุด ดังนั้นถ้ายึดกุมหัวใจของผู้บริหารและพนักงานในท้องถิ่นได้ การดับไฟใต้ก็จะทำได้ง่ายขึ้น
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) เข้าใจถึงความสำคัญของ อปท.เป็นอย่างดี จึงพยายามหาช่องทางเข้าไปทำงานร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มที่
"ผู้นำท้องถิ่นคืออีกกำลังสำคัญที่จะช่วยให้งานแก้ปัญหาความไม่สงบเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เราต้องเข้าหาและเข้าไปด้วยความรู้สึกไร้อคติเพื่อทำลายกำแพงความรู้สึกด้านลบที่มีต่อกัน เพื่อให้เขาเปิดใจเข้ามาร่วมกับเราอย่างเต็มตัวและเต็มใจ" นี่คือหลักการในการทำงานที่ พล.ท.กสิกร ยึดถือมาตลอด และพยายามใช้แนวทางเชิงรุกเพื่อให้เข้าถึง “ผู้นำท้องถิ่น” อย่างต่อเนื่อง หลังจากจับตาสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะตั้งแต่มีข่าวว่ากลุ่มขบวนการพยายามส่งคนของตัวเอง "ยึดการเมืองท้องถิ่น" เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
พล.ท.กสิกร จึงมุ่งเน้นสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบไปที่ "ผู้นำท้องถิ่นที่ไม่สังกัดกลุ่มการเมือง" ที่มีจำนวนมากถึง 58 คน จากทั้งหมด 165 คน ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2552
"หากเรารู้ว่าผู้นำท้องถิ่นรายใดไม่สังกัดพรรคหรือมาจากเครือข่ายอิสระ เราต้องรีบเข้าไปหาเพื่อให้เขาเกิดความเชื่อมั่นและจับมือกับเรา เพื่อปิดช่องว่างการฉวยโอกาสจากผู้ไม่หวังดีที่จะชิงจังหวะโน้มน้าวเขาให้ไปทำในสิ่งไม่ถูกต้อง” ผบ.พตท. กล่าว
ผบ.พตท. ย้ำว่า ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้จะต้องไม่มี "นักการเมืองสีเทา” โดยเจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปสัมผัสกับคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
กระนั้นการเข้าหาผู้นำท้องถิ่นจะต้อง "เว้นระยะห่าง" ให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือในการยืมมือเจ้าหน้าที่รัฐไปทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย
“หากเราได้ผู้นำท้องถิ่นมาร่วมมือแก้ปัญหาอย่างเต็มที่จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างละเอียด ชนิดรู้ลึกตื้นหนาบางของพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี”
ผบ.พตท. ย้ำถึงข้อดีการดึงท้องถิ่นมาร่วมดับไฟใต้ ซึ่งเป็นการเดินเกมตามพิชัยสงคราม คือ "รู้เขา รู้เขา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"
"สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา"



