
แรงขับเคลื่อนของพลังหญิง
ใครที่ยังหลงผิดคิดว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไร้ค่าในเชิงเศรษฐกิจแล้วละก็ ต้องรีบคิดใหม่ก่อนที่จะตกขบวนรถด่วนเที่ยวสุดท้าย
คนที่เตือนเช่นนี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็นธนาคารโลกที่นำเสนอรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ผู้หญิงจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีรายได้รวมกันแล้วอาจจะสูงถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 630 ล้านล้านบาท) มากกว่าปัจจุบัน 5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 175 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่า 2 เท่าของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี ) ของจีนและอินเดียรวมกันเสียอีก
อย่างไรก็ดี ไมเคิล ซิลเวอร์สไตน์ หุ้นส่วนของบอสตัน คอนซัลทิ่ง กรุ๊ป (บีซีจี) และผู้ร่วมเขียนหนังสืออ้างอิงผลการศึกษาชื่อ "วีเมน วอนท์ มอร์" ได้เผยผลการศึกษาผู้หญิง 1.2 หมื่นคน ใน 40 ภูมิภาคทั่วโลก พบว่าส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติด้อยกว่าผู้ชายในเกือบทุกแง่ โดยเฉพาะในแวดวงอุตสาหกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต หรือไอแบงกิ้ง, การลงทุน, การประกันภัยสินค้า หรือการให้คำปรึกษาอื่นๆ ซึ่งมักจะไม่สนใจให้บริการพวกเธอสักเท่าไรนัก
แม้กระทั่งในกรณีขอกู้เงินก้อนเล็กๆ ผู้หญิงในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ถูกผู้ชายในแวดวงนี้มองข้ามหัวตลอด ผิดกับอุตสาหกรรมการเงินในประเทศด้อยพัฒนา อาทิ โครงการของไมโครไฟแนนซ์ ที่ยินดีให้เงินกู้ก้อนเล็กๆ ระยะสั้นแก่ผู้หญิงซึ่งเป็นกำลังหลักในการฉุดครอบครัวให้พ้นจากความยากจน เพราะตระหนักดีว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มชอบลงทุน เพื่อการอยู่ดีกินดีของครอบครัว และมักจะจ่ายเงินตรงเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่มะกันชนต่างถูกลอยแพขนานใหญ่จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ผู้หญิงกลับมีอำนาจเพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่จำนวนของผู้หญิงทำงานเท่ากับผู้ชาย และอาจจะแซงหน้าผู้ชายภายในสิ้นปีนี้
กระนั้นผู้หญิงก็ยังคงถูกกดขี่แรงงานเหมือนเดิม โดยจะได้ค่าแรงน้อยกว่าผู้ชายเสมอ ไม่ต้องพูดไกลไปถึงเรื่องที่ผู้หญิงได้รั้งตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ น้อยมาก มีบริษัทแค่ 38 แห่ง จาก 400 แห่ง ที่บริหารงานโดยผู้หญิง
ซิลเวอร์สไตน์ให้ความเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อุตสาหกรรมการเงินก็คงจะตกอยู่ในอันตราย ในเมื่อรู้ๆ กันอยู่ว่าผู้หญิงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจ่ายการใช้เงินเพื่อการบริโภคถึงปีละ 20 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 700 ล้านล้านบาท) และอาจจะพุ่งขึ้นไปเป็น 28 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 980 ล้านล้านบาท) ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



