ข่าว

นักวิชาการ เชื่อยานยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนอนาคตมนุษยชาติ

นักวิชาการ เชื่อยานยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนอนาคตมนุษยชาติ

09 ธ.ค. 2561

นักวิชการ เผย ในอนาคตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles)  หรือ รถ EV จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของมนุษยชาติ ภายในปี 2020

สุรพันธ์ วงษ์โอภาสี นักวิชการอิสระ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเผยว่า ในอนาคตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles)  หรือ รถ EV จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของมนุษยชาติ ภายในปี 2020  โดยมีใจความว่า 

" EV ยานยนต์เปลี่ยนอนาคตมนุษยชาติ

เราคงปฏิเสธกระแสความนิยมของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles) ซึ่งจะขอเรียกย่อๆ ว่า รถ EV ไม่ได้แล้ว เนื่องจากกำลังจะมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเราได้ใช้กันมานานกว่า 100 ปี จะด้วยเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น รถ EV ปล่อยไอเสียเป็น 0 ทำให้อากาศในเมืองสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้นก็ดี หรือว่ารถ EV มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนลดลงมากจากหลักหลาย


พันชิ้นเหลือไม่กี่ร้อยชิ้นส่วน ทำให้ต้นทุนรถ EV ถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันก็ดี (ถ้าราคาแบตเตอรี่ลดลงมากกว่านี้สัก 1-2 เท่าตัว) ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมเชื่อว่า รถ EV จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของมนุษยชาติ (Disruptive Technology) อย่างมากที่สุดภายในทศวรรษข้างหน้า (ค.ศ. 2020 – 2030) อย่างที่มากกว่ายุคที่มนุษย์เราเปลี่ยนการเดินทางจากรถม้ามาเป็นรถยนต์ วันนี้ผมจะพาท่านผู้อ่านมาดูกันว่ายานยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV นั้น จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกเราอย่างไรบ้าง ลองมาดูรายละเอียดกันนะครับ


สำหรับผู้ใช้รถ EV ที่อาศัยอยู่ในเมือง

1. ไม่ต้องเสียเวลาแวะเติมน้ำมันตามสถานีบริการทุก ๆ 3-5 วัน เพราะว่าเราสามารถชาร์จไฟตอนกลางคืนที่เรานอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เหมือนกับการชาร์จโทรศัพท์มือถือ พอเช้าขึ้นมาไฟก็เต็มหม้อแบตเตอรี่แล้ว สามารถขับออกไปทำธุระเป็นระยะทาง 100-200 กม. ได้สบาย ๆ ถ้าเผื่อแบตฯ ใกล้หมดระหว่างวัน ก็สามารถแวะเข้าชาร์จไฟแบบชาร์จเร็วตามสถานีประจุไฟฟ้าหรือตามอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า โดยเสียเวลาเพียง 15-20 นาที ก็สามารถได้ไฟเต็ม 80% ของความจุแบตเตอรี่ ขับรถกลับบ้านได้สบาย ๆ

2. ประหยัดเงินค่าเชื้อเพลิง จากน้ำมันหรือก๊าซมาเป็นไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 บาทต่อ กม. (ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์เดิมและสภาพการจราจร) ถ้าใครใช้รถเฉลี่ยเดือนละ 2,000 กม. ก็เท่ากับประหยัดไปได้เดือนละ 2,000 – 4,000 บาท (ที่มา : จากโครงการดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ที่ กฟผ. ศึกษาร่วมกับ สวทช.)

3. ประหยัดค่าซ่อมบำรุงและเวลาที่ต้องเสียไปกับการนำรถเข้ารับบริการ เพราะรถ EV ไม่มีเครื่องยนต์และระบบหล่อลื่น ระบบป้อนเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด ระบบระบายความร้อนจากเครื่องยนต์และระบายไอเสีย และระบบส่งกำลัง (ชุดเกียร์และเฟืองทดรอบต่าง ๆ) รวมถึงไส้กรองต่าง ๆ ที่จำเป็น ซึ่งปกติระบบเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจเช็คหรือถอดเปลี่ยนทุกระยะ 5,000 – 10,000 กม. คาดว่าจะสามารถประหยัดค่าซ่อมบำรุงได้ปีละ 10,000 – 20,000 บาทเป็นอย่างต่ำ (มาตรฐานทั่วไปของศูนย์บริการรถยนต์จะกำหนดให้เรานำรถเข้าตรวจเช็คทุก 6 เดือนหรือ 10,000 กม. ดังนั้น ระยะทางเฉลี่ยของผู้ใช้รถต่อปีก็คือ 2 × 10,000 = 20,000 กม.) (ขึ้นอยู่กับขนาดรถยนต์ ราคาอะไหล่และค่าบริการของรถยนต์แต่ละรุ่น) และเวลาที่ต้องเสียไปในการนำรถเข้าตรวจซ่อม รวมถึงค่าเดินทางไป-กลับจากบ้านถึงที่ศูนย์บริการ 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเลียม


1. รายได้ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รวมถึงตัวแทนจำหน่ายจะหายไปจากส่วนที่เป็นการขายอะไหล่ชิ้นส่วนรวมถึงค่าบริการซ่อมบำรุง ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 20-30% ของรายได้รวม

2. คนงานจะตกงานอีกนับหมื่นคน เพราะโรงงานผลิตชิ้นส่วนจะผลิตชิ้นส่วนในจำนวนที่ลดลง ช่างซ่อมตามศูนย์บริการจะตกงานอีกนับหมื่นคนเช่นกัน เพราะรถ EV แทบไม่ต้องเข้ารับการบริการเลย ถ้าอะไหล่หลัก ๆ ไม่เสียหรือขัดข้อง เช่น ระบบเบรก ระบบปรับอากาศ ระบบกันกระเทือน ฯลฯ ปีหนึ่งอาจเข้ารับบริการแค่ครั้งเดียว ตามมาด้วยสถานีบริการเติมน้ำมัน เด็กปั๊มก็จะตกงานอีกนับหมื่น เพราะสถานีชาร์จไฟฟ้าจะเป็นแบบบริการตัวเอง (Self Service Charging Stations) ไม่ต้องมีพนักงานคอยให้บริการและเก็บเงิน นี่คิดเฉพาะแค่ประเทศไทยบ้านเรา ไม่พูดถึงผลกระทบในระดับโลก

3. อุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเลียมจะสูญเสียรายได้ไปให้กับอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า จากปริมาณการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเฉลี่ยที่ 100 ล้านลิตรต่อวัน หากลดลง 10% ก็คิดเป็นน้ำมันประมาณ 10 ล้านลิตร ปีหนึ่งก็ 3,650 ล้านลิตร ๆ ละประมาณ 30 บาท เป็นเงินประมาณ 109,500 ล้านบาทต่อปี (ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน)

4. อุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นที่ประเมินกันว่ามีมูลค่าปีหนึ่งนับแสนล้านบาท จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะรถ EV ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นทุก 5,000 – 10,000 กม. เพราะน้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ภายในมอเตอร์นั้นใช้ได้ตลอดอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี พอครบอายุก็เปลี่ยนมอเตอร์ลูกใหม่เลย ซึ่งรวมถึงน้ำมันเกียร์ปกติและน้ำมันเกียร์ออโตเมติกด้วย 

สำหรับระบบสาธารณูปโภคและอื่น ๆ

1. จะเกิดความโกลาหลในการแย่งกันติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าตามบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย หัวชาร์จไฟฟ้าปกติจะกินไฟที่ 3,000 – 3,500 วัตต์ ซึ่งต้องใช้สายไฟขนาดพื้นที่ผิว 6 มม. (ที่มา : สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย) การชาร์จไฟต่อรถยนต์หนึ่งคันกินไฟเท่ากับเปิดแอร์ 12,000 Btu 3 เครื่องพร้อมกัน ดังนั้น บ้านเรือนขนาดเล็กที่มีมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15/45 แอมป์ อาจจะต้องขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่เป็นขนาด 30/90 แอมป์ สมมุติว่ามีรถ EV 2 คันที่ต้องชาร์จไฟฟ้าทุกคืน และมีจำนวนบ้านในหนึ่งหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีรถ EV เพิ่มขึ้น หม้อแปลงไฟฟ้าตามหน้าหมู่บ้านและตามท้องถนนขนาด 500 kVA ก็อาจต้องเพิ่มจำนวน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขนาดสายส่งในระบบส่ง และการจัดหากำลังไฟฟ้าให้เพียงพอรับมือกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จอดรถจำกัดอยู่แล้ว ก็ต้องแย่งกันหรือสลับเวลาการจอดในช่องจอดรถที่มีหัวชาร์จไฟ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกช่องจอดรถจะมีหัวชาร์จติดตั้งให้ครบ ที่จอดรถตามอาคารสำนักงานและอาคารสาธารณะต่าง ๆ ก็คงต้องปรับตัวกันวุ่นวายเช่นกัน (ที่มา : สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย)

2. ทุก ๆ 1,000,000 คันของรถ EV จะต้องมีกำลังไฟฟ้าคอยบริการประมาณ 3,000 MW ถ้าหากเรามีรถ EV เพิ่มขึ้นเป็น 3,000,000 คัน *(จากจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปัจจุบัน 8,000,000 คัน) (ที่มา* : กรมการขนส่งทางบก) ก็เท่ากับว่าเราต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าขนาด 1,000 MW อีกประมาณ 9 โรง ซึ่งถ้ารถ EV กระจุกตัวกันอยู่ตามชุมชนเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวงจะต้องมีภาระในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 10,000 MW ซึ่งต้องทบทวนระบบสายส่งทั้งระบบในเมืองกันใหม่เลยทีเดียว และโปรดอย่าลืมว่า เวลาที่รถ EV จอดชาร์จไฟนั้นเป็นเวลากลางคืน ซึ่งไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เป็น 0 เพราะพอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แผงโซลาร์ก็หลับเช่นกัน ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ครับ


หากในอนาคต ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เข้ามาใช้กับรถ EV เราจะได้เห็นรถ EV ที่แล่นไปได้เอง โดยไม่ต้องมีคนขับหรือบังคับรถ อาชีพพนักงานขับรถส่งสินค้า ขับรถแท็กซี่หรือรถเมล์คงจะตกงานกันเป็นแถว แต่ก็มีข้อดีคืออุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะลดลงตามไปด้วย กระแสรถ EV จะมาเร็วและมาแรงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการทำธุรกิจของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งค่ายรถยนต์ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นว่า ต้องการให้มันมาเร็วจริงหรือไม่ เพราะว่าเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองดังที่ผมได้อธิบายไว้แล้ว

สุรพันธ์ วงษ์โอภาสี
นักวิชาการอิสระ "