
ใครเปิดประตูให้หุ้นโรงเรียนทำกำไร....
รพี ยังส่งสัญญาณออกมาอีกว่า "แม้จะไม่มีข้อห้าม แต่ทางหน่วยงานต้นสังกัดคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่กำกับดูแลต้องเห็นชอบก่อน
ทางออกนอกตำรา ฉบับ 3424 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 6-8 ธ.ค.2561 โดย...บากบั่น บุญเลิศ
ยังกลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมกันอย่างรุนแรง เข้าขั้น“ดราม่า” บนความคิดต่างอย่างสุดขั้ว หลัง บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ประเภท โรงเรียนนานาชาติ เสนอขายหุ้นไอพีโอ 260 ล้านหุ้น ในราคา 5.20 บาท/หุ้น และเปิดซื้อขายหุ้นกันไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.2561
นับตั้งแต่เปิดขายหุ้นในกระดานมา จนบัดป่านนี้ ราคาหุ้นที่ซื้อขายยังไม่โผล่พ้นน้ำ ยืนเป๋ไปเซมาอยู่ที่ 4.20-4.40 บาท
ราคาที่คุยกัน และราคาที่โบรกเกอร์จอมปั่นพยายามสร้างราคาว่ายืนที่ 7 บาท เป็นขั้นต่ำ เหนือจองแน่นอน จึงเป็นแค่ราคาคุยสร้างราคาให้คนจองซื้อ 5,000-6,000 คน หลงเชื่อเท่านั้น เพราะถึงตอนนี้ราคาหุ้นต่ำกว่าราคาโม้มหาศาล
คนเจ็บช้ำไม่เพียงแค่ทุนสิงคโปร์ผู้เป็นเจ้าของมาร์เก็ตติ้งที่ทนลูกค้าด่ากราด บรรดาผู้ปกครองนักเรียนร่วม 2,000 คนที่ถูกบังคับจองซื้อหุ้นก็เจ็บปวด เพราะเงินหายเป็นหมื่นเป็นแสนบาทในเวลา 10 วัน
ถึงขนาดมีการก่นด่า สร้างวาทกรรมความขัดแย้งว่า “มีผู้ร้ายจากพรรคปชป.มาปล้นกลางแดด”
เพราะถ้า จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยื่นหนังสือคัดค้าน และร้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาว่า การที่ก.ล.ต.อนุญาตให้โรงเรียนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นขัดกับหลักการจัดการศึกษาหรือไม่ ป่านนี้ราคาหุ้นโรงเรียน SISB วิ่งไปไหนต่อไหนแล้ว
ต้องยอมรับว่า เรื่องธุรกิจโรงเรียนนำหุ้นมาซื้อขาย ได้ขยายวงของข้อถกเถียงที่กว้างออกไปมากชนิดที่ “กรรมการ” ตลาดหลักทรัพย์ บอร์ด ก.ล.ต.หรือเลขาธิการ ก.ล.ต.จะคาดคิดได้
แม้ ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะออกมายืนกรานว่า ทำตามขั้นตอน มีระเบียบที่ชัดเจน การที่ SISB เข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนมากขึ้น
ขณะที่ รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.ออกโรงมาชี้แจงว่า ได้พิจารณาคุณสมบัติและพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลของ SISB ตามกฎเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ถือว่า SISB มีคุณสมบัติตามที่กำหนด จึงไม่มีเหตุจะปฏิเสธคำขอ และพร้อมที่จะให้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของศาล
แต่บาดแผลของหุ้นโรงเรียนเกิดขึ้นจากการไม่ทำความเข้าใจกับสังคมไปแล้ว
รพีเคยออกมาบอกเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 เมื่อโรงเรียนเอกชนรายนี้ขอยื่นไฟลิ่งว่า เรื่องการนำธุรกิจโรงเรียนเข้าตลาดหุ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
หากรพีจำไม่ได้ผมขอนำบันทึกคำพูดที่นักข่าวฐานเศรษฐกิจสอบถามในเรื่องนี้ รพี สุจริตกุล บอกว่า “แม้ในกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีข้อห้ามใดๆ กำหนดว่า ห้ามธุรกิจโรงเรียน สถานพยาบาล เข้าระดมทุนในตลาดหุ้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ รัดกุม เพื่อสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติที่ดีของสังคม
รพี ยังส่งสัญญาณออกมาอีกว่า “แม้จะไม่มีข้อห้าม แต่ทางหน่วยงานต้นสังกัดคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่กำกับดูแลต้องเห็นชอบก่อน จากนั้นก.ล.ต.จึงจะพิจารณา และต้องทำความเข้าใจกันกับคนในสังคมให้ได้ ถ้าคนค้านมาก ก็ยากที่จะระดมทุนในตลาดหุ้นบ้านเรา...
นั่นคือคำพูดของรพีในเดือนสิงหาคม 2561
แต่ในทางปฏิบัติถ้าพิจารณาจากคำชี้แจงของก.ล.ต.เมื่อเอกชนยื่นเรื่องมา ทางก.ล.ต.ทำหนังสือสอบถามไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เอกชนทำธุรกิจโรงเรียนว่าขายหุ้นได้หรือไม่ เมื่อ สช.ทำหนังสือตอบมาว่า ไม่ขัดกับกฎหมาย ก.ล.ต.ทำอย่างไรครับ...
16พฤศจิกายน 2561 ก.ล.ต.จึงมีคำสั่งลงนามอนุญาตให้โรงเรียน SISB นำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ วันที่ 22-26 พฤศจิกายน ทางโรงเรียนจึงเปิดจองหุ้นกันให้โจ๋งครึ่มมีการสร้างราคาธุรกิจการศึกษากันหนักหน่วงด้วยการบอกว่ามีคนจองจากการเบิดบุ๊กบิลด์ถึง 14 เท่า
สะท้อนว่า สิ่งที่รพีเคยพูดนั้น เป็นเพียงคำ “ผายลม” เท่านั้น ก.ล.ต.ไม่เคยคิดจะรับฟังความเห็นจากผู้คนในสังคมแม้แต่น้อย
"การศึกษา" ถือว่าเป็น Public Good ในอารยประเทศการบริการทางการศึกษา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดบริการด้านการศึกษาให้กับประชาชนทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีคุณภาพ แต่ด้วยความสามารถของรัฐมีจำกัด จึงเปิดให้เอกชนที่มีความสามารถเข้ามาให้บริการ แต่ต้องเน้นในด้านการศึกษา ไม่ใช่มุ่งเน้นแสวงหากำไรสูงสุด คืนกลับไปยังผู้ถือหุ้น เฉกเช่น การทำธุรกิจทั่วไป
แม้ว่า โรงเรียนนานาชาติ จะเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจเลือกส่งบุตรหลานไปเรียนตามศักยภาพของแต่ละคน มิได้เป็น "ภาคบังคับ" เพราะรัฐบาลก็มีสถานศึกษาให้เล่าเรียน หากเห็นว่าแพงไปก็เลือกส่งไปที่อื่นได้
แต่ตามกฎหมายนั้นระบุชัดว่า ผู้ขอใบอนุญาตตั้งโรงเรียนเอกชนนั้นมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นพัฒนาการศึกษา มิได้มุ่งเน้นการทำกำไรเป็นหลัก เพราะด้วยจิตวิญญาณแล้วพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลุกเรียนที่ดีๆถึงแม้จะแพงแสนโหด
ถึงตอนนี้โรงเรียนนานาชาติเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไปแล้วแม้ราคาจะมิตอบสนอง และเกิดปรากฎการณ์โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังอีกนับ 10 แห่ง จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาของไทย และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับปัญหาที่จะตามมา....
ไม่มีใครปฏิเสธในเรื่องการหาวิธีการระดมทุนที่เหมาะสมให้กับสถานศึกษาเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาความเป็นเลิศ
แต่ธุรกิจการศึกษามันมากกว่า การให้นำหุ้นมาซื้อขายเก็งกำไรกันในตลาดหุ้น และผลักดันให้ผู้บริหารต้องทำกำไรสูงสุดเพื่อตอบแทนกลับไปยังผู้ถือหุ้นแน่นอน
หลักคิด จุดยืนตรงนี้ ต้องนำมาประมวลผล และพิจารณาร่วมกัน มิใช่สนับสนุนกันแบบสุดโต่ง ชนิดถ้าไม่เห็นด้วย ก็เป็นพวกทำลาย พวกมาร
ปัจจุบันแม้ไม่มีการอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนนำหุ้นมาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นกัน แต่ธุรกิจโรงเรียนเอกชนนั้นหอมหวานมากในเรื่องของผลกำไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ธุรกิจการศึกษาพุ่งติดทอ็ปเทนดาวรุ่งในปี 2560 โดยประเมินเม็ดเงินคร่าวๆ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทและมีกลุ่มทุนแห่ลงทุนในสินทรัพย์อย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อรองรับการขยายตัวด้านการศึกษาที่มีแนวโน้มแข่งขันกันสูงจากการสอบวัดระดับของหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยสำรวจเม็ดเงินค่าใช้จ่ายบริการด้านการศึกษาเฉพาะช่วงเปิดเทอมใหญ่เดือนพฤษภาคม 2559 ในระดับก่อนอุดมศึกษาจากผู้ปกครองทั่วประเทศไทย มีมูลค่า 60,900 ล้านบาท เติบโต 2% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่มีมูลค่า 59,700 ล้านบาท แยกเป็นค่าเทอมโรงเรียนเอกชนประมาณ 40,600 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าเทอมประมาณ 16,700 ล้านบาท ค่าเรียนกวดวิชาประมาณ 2,800 ล้านบาท และค่าเรียนเสริมทักษะอื่นๆ อีก 800 ล้านบาท
แสดงว่า เค้กก้อนนี้เติบโตดีจึงมีผู้มาลงทุนมากขนาดนี้ และเมื่อตรวจลึกลงไปเค้กก้อนนี้ดี เพราะรัฐบาลไทยส่งเสริมในเรื่องการเว้นภาษีธุรกิจโรงเรียน แต่ผู้ประกอบการ หน่วยงานของรัฐไม่เคยนำแต่ละจุด แต่ละองค์ประกอบมาพิจารณาในภาพรวม
ผมเชื่อว่า ปัญหาธุรกิจการศึกษาจะบุกมาถึงครอบครัวคนไทยในระยะเวลาอันใกล้ไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้ไปแน่นอน
เพราะถ้าผู้นิยม “ทุนนิยมเสรี”เปิดทางให้“ทุนสามานย์”บุกเข้ามาเคาะประตูบ้านแบบนี้ ผู้ปกครองคนไทยทั้งหลายจำไว้ให้ดี ใครเปิดประตูให้ทุกข์มาบุกถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของพวกท่าน



