
มิตรหรือศัตรู? ชาวรัสเซียกับความทรงจำต่อ "จอร์จ บุช"
ประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ผู้ล่วงลับ ช่วยยุติสงครามเย็น แต่ก็นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต
มิคฮาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำคนสุดท้ายของอดีตสหภาพโซเวียต เป็นส่วนหนึ่งในหมู่ชาวรัสเซีย ที่แสดงความเสียใจและยกย่องประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐอเมริกา ในการยุติการแข่งขันสะสมอาวุธ
แต่การทำให้มอสโกหลุดจากสถานะอภิมหาอำนาจในเวลาเดียวกัน ก็ยังเป็นปมความขุ่นเคืองแก่ชาวรัสเซียจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
บุช และ กอร์บาชอฟ ประกาศยุติสงครามเย็น ในการประชุมสุดยอดประวัติศาสตร์ในเดือนธันวาคม 2532 ไม่กี่สัปดาห์หลังการทลายกำลังเบอร์ลิน และต่อมาก็ประกาศสนับสนุนการปฏิรูปเปิดประเทศตามนโยบาย “เปเรสทรอยกา”ของกอร์บาชอฟ หลังจากที่เป็นคู่อริหลังสงครามโลกและแข่งสะสมอาวุธแบบสิ้นเปลืองงบประมาณทั้งสองฝ่ายยาวนานหลายทศวรรษ
ในปี 2534 สหภาพโซเวียตล่มสลาย แยกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย ฉุดรัสเซียเผชิญความโกลาหลทางเศรษฐกิจ
สองปีต่อมา มีรายงานประธานาธิบดีบุช ประกาศแบบเงียบๆ “เราคืออภิมหาอำนาจที่เหลืออยู่แต่เพียงผู้เดียว” เป็นคำประกาศที่สร้างความเจ็บใจแก่ชาวรัสเซีย
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวถึงบุชหลังทราบข่าวการถึงแก่อสัญกรรมว่า บุช คือบุรุษผู้โดดเด่น และย้ำความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดี “จอร์จ บุช มีส่วนอย่างมากในการกระชับความร่วมมือระหว่างชาวรัสเซียกับอเมริกัน ในประเด็นความมั่นคงของโลก” ปูตินระบุในสาสน์ส่งถึงอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช
แต่เป็นที่น่าสังเกต ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน เลี่ยงเอ่ยถึงสงครามเย็น หรือ สหภาพโซเวียต ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่าเป็น “หายนะทางภูมิศาสตร์การเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 “
คอนสแตนติน คาลาชอฟ ผู้อำนวยการ “กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการเมือง” ในมอสโก และประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภารัสเซีย บอกเอเอฟพีว่า ชาวรัสเซียจำนวนมากไม่อาจให้อภัยบุช เพราะการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
รัฐบาลบุชเคยสัญญาผู้นำโซเวียตเวลานั้นว่า องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต จะไม่ขยายเขตอิทธิพลไปทางตะวันออก การผิดสัญญาในเวลาต่อมา กลายเป็นเหตุผลหลักของวิกฤติความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ระหว่างรัสเซียกับตะวันตก
แต่ในเวลาเดียวกันชื่อของ บุช ยังผูกติดกับยุคสมัยที่ความไว้วางใจระหว่างมอสโกกับวอชิงตันพุ่งถึงขีดสุด และตัวเขาเองเชื่อว่า บุชมีความปรารถนาอย่างจริงใจในการสถาปนาสัมพันธ์อันดีกับโซเวียตและรัสเซียในเวลาต่อมา
กอร์บาชอฟ ที่ถูกวิจารณ์หนักเช่นกันว่าเป็นต้นเหตุการแตกประเทศของโซเวียต ยกบุช ว่าเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงในการยุติสงครามเย็น “เรามีโอกาสได้ทำงานร่วมกันในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้ังใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่เรียกร้องความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย ผลที่ได้คือการปิดฉากสงครามเย็น และการแข่งสะสมอาวุธ บุชมีส่วนอย่างยิ่งต่อความสำเร็จประวัติศาสตร์ในครั้งนี้” อดีตผู้นำโซเวียตวัย 87 ปีกล่าว
ในปี 2534 กอร์บาชอฟและบุช ได้ลงนามสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์ หรือ สตาร์ท วัน ที่สองมหาอำนาจตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล นับเป็นข้อตกลงฉบับแรกสู่การลดหัวรบนิวเคลียร์ระหว่างกัน ต่อมา สองฝ่ายทำความตกลงสนธิสัญญา สตาร์ท ทู ลดอาวุธยุทธศาสตร์ลงอีก โดยบุช กับบอริส เยลต์ซิน ผู้นำรัสเซียคนแรกในปี 2536
เกือบ 3 ทศววรรษล่วงมา รัสเซียกับสหรัฐกลับมาอยู่ในบ่วงดรามาครั้งใหม่ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก หลังความสัมพันธ์สองฝ่ายเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วในยุคสมัยของปูติน ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเยลต์ซิน จากวิกฤติยูเครนและการส่งทหารแทรกแซงสงครามกลางเมืองซีเรีย
มอสโกกับตะวันตกกล่าวหากันไปมาว่าทำลายระบบควบคุมอาวุธโลก ขณะที่ชะตากรรมของสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ – รัสเซีย ที่ลงนามในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ยังไม่แน่ชัด
บรรยากาศทวีความคุกรุ่นขึ้นอีกในสัปดาห์นี้ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกประชุมสุดยอดกับปูติน นอกรอบประชุม จี-20 ที่อาร์เจนตินา หลังรัสเซียยึดเรือยูเครน 3 ลำ
ไม่น่าแปลกใจที่การจากไปของประธานาธิบดีบุช จะกลายเป็นการย้ำเตือนว่าการญาติดีระหว่างสหรัฐกับรัสเซียจะอยู่ได้ไม่นาน และการสะสมอาวุธรอบใหม่กำลังจะเกิดขึ้น “ในวันนี้ เราห่างไกลมากจากยุคของบุช” โคซาชอฟ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาพรัสเซียกล่าวทิ้งท้าย



