
อภิสิทธิ์ระบุทิศทางศก.ดีขึ้นเชื่อไตรมาส4ตัวเลขบวก
"นายกฯ" ระบุตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน ตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นมา ปรับตัวในทิศทางดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบปีต่อปีก็ยังเป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ เชื่อ ตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสสุดท้าย ปัญหาว่างงานมีแนวโน้มลดลง ท่องเที่ยวเริ่ม
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 2 พ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นวิทยากรพิเศษในการประชุมเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเมืองและเศรษฐกิจของ ประเทศไทย ของบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซิมิโก้ จำกัด ณ ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กทม.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าและแนวโน้มในการบริหารนโยบายการคลังในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งงบประมาณปกติและโครงการไทยเข้มแข็งนั้น เรื่องเศรษฐกิจและบทบาทของภาครัฐเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา มีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน และถ้าเปรียบเทียบปีต่อปีก็ยังเป็นไปในแนวทางที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าเอาไว้คือ ตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสสุดท้ายอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันจากการคาดการณ์เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจปีหน้านั้น จะเริ่มมีการขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงตัวเลขเเละปัญหาการว่างงานว่า ในสองเดือนที่ผ่านมาไม่เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้ม ลดลง ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัวขึ้น สำหรับทางการด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวนั้น การส่งออกถ้าเปรียบเทียบเดือนต่อเดือนจะเริ่มดีขึ้นโดยลำดับ ส่วนทางด้านท่องเที่ยวหลักจากที่ติดลบเป็นเลขสองหลักมาเกือบทุกเดือน แต่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาติดลบเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ และเดือนกันยายนตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้เศรษฐกิจข้างนอกค่อนข้างจะฟื้นตัวแล้ว เพราะฉะนั้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมน่าจะไปได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงงบประมาณและปฏิบัติการไทยเข้มแข็งว่า ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวได้ประกาศใช้แล้ว เพราะฉะนั้นเงินที่จะลงไปในส่วนของงบประมาณตามปกติไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งปีที่แล้วการใช้จ่ายได้มีการเร่งขึ้นมารวมทั้งงบประมาณกลางปีได้ใช้จ่าย ไปประมาณร้อยละ 90 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนที่อาจจะล่าช้าเล็กน้อยจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นงบลงทุนที่ยังติดปัญหา อุปสรรคในโครงการขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามได้มีการเร่งเรียบร้อยแล้ว
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาลซึ่งเป็นที่ น่าพอใจ คือ 1.การวางรากฐานในเรื่องของระบบสวัสดิการ เช่น เรื่องสิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุขที่จะมีการปรับปรุง และเรื่องหลักประกันภายหลังการเกษียณอายุราชการ โดยเฉพาะหากกฎหมายออมแห่งชาติ ออกมาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่คนไทยที่ไม่ได้รับราชการและไม่ได้อยู่ในหลักประกัน สังคมจะมีโอกาสได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมด้วย 2.การที่รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจเพื่อหยุดยั้งการทดถอยซึ่งมีความรุนแรง มากในช่วง 3 เดือนแรก และเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาจนนำมาสู่การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็น เรื่องสำคัญ และ3.การทำหน้าที่ประธานอาเซียน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 ได้บรรลุผลสำเร็จและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการประชุมดังกล่าวได้ช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยได้ เป็นอย่างดีหลังจากที่ติดลบมาในช่วงเดือนเมษายนในกรณีมีเหตุความวุ่นวายขึ้น



