
จตุพร ลั่น "เพื่อชาติ" สู้ทุกเขตไม่สนกกต.แบ่งเขต
จตุพร ลั่น "เพื่อชาติ" สู้ทุกเขตไม่สนกกต.แบ่งเขตเอื้อพรรคหนุน คสช. เชื่อ เป็นพรรคขนาดกลาง จับมือ พปชร.เป็นศูนย์ จบเรื่อง"วัฒนา" ด้าน "สงคราม" ไม่ชัดร่วมวงถกคสช.
29 พ.ย.61-ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว มีการจัดงาน Meeting พบปะพูดคุยกับทีมงานพรรคเพื่อชาติ โดยมีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ แกนนำพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พร้อมด้วยนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะกองเชียร์พรรคร่วมในงาน
โดยนายสงคราม กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคเพื่อชาติเป็นพรรคเกาะกลาง ที่พร้อมให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกของประเทศ ทั้งนี้พรรคเพื่อชาติพร้อมส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต แม้ในช่วง 2-3 วันจะถูกดูดไปบ้างแต่ยังทดแทนได้ ส่วนในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ จะเข้าร่วมวงพูดคุยของ คสช. หรือไม่นั้น ตนเห็นเรือ่งการเลือกตั้งเป็นเรื่องของ กกต. ไม่เกี่ยวกับ คสช.เลย เราจึงไม่รู้จะไปเพื่ออะไร ดังนั้นจึงจะมีการปรีกษาหารือกันก่อนว่าสมควรจะไปหรือไม่ และไปแล้วจะได้อะไรบ้าง
นายยงยุทธ กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อชาติจะเกิดการแย่งคะแนนกับพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติหรือไม่ เพราะมีแนวทางใกล้เคียงกัน ว่า รัฐธรรมนูญทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด เคยอยู่บ้านร่วมกันมา 300-400 คน ต่อมาให้อยู่ 250 คน อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญนโยบายของพรรคจะฮั้วกันไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย พรรคเพื่อชาติเห็นว่ามะเร็งร้ายของสังคมไทยที่ทำให้สังคมก้าวต่อไปไม่ได้คือความขัดแย้ง แต่ทุกพรรคก็ต้องเป็นอิสระต่อกัน
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า วันนี้รัฐธรรมนูญพร้อมทำให้เกิดวิกฤตได้ทุกเมื่อ เวลานี้แม้บางพรรคจะคิดว่ามีข้อได้เปรียบทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งหรือเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อเข้าไปในเขตเลือกตั้งจริงๆ ข้อเท็จจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะกลายเป็นคนละเรื่องกัน สาระสำคัญในวันนี้คือว่าเราจะเดินเข้าสู่วันเลือกตั้งอย่างเรียบร้อยได้อย่างไร คำว่าประชาธิปไตยแต่ละฝ่ายพยายามอธิบาย แต่สิ่งสำคัญคือการกระทำในสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย ตนอยากเห็นการแข่งขันในครั้งนี้เป็นการแข่งขันที่สุจริตและเที่ยงธรรม อยากเห็นผู้มีอำนาจพูดคุยกับประชาชน และภาคประชาสังคมตกลงเป็นสัญญาประชาคมเสีย วิกฤตก็จะไม่เกิด และอย่าไปบิดเบือนว่าการเปิดเวทีพูดคุยเป็นการไปสมคบกับเผด็จการ แต่เป็นการพูดคุยเพื่อหาทางออกของประเทศ
นายจตพุร ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความขัดแย้งกับนายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาระบุว่าพรรคเพื่อชาติสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ว่า เรื่องนี้ตนต้องออกมาตอบโต้ เพราะหากไม่ได้พูดอะไรก็จะมีพฤติกรรมการเอาอย่าง และมีคนอื่นออกมาพูดบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อวัฒนาออกมาระบุว่ายุติแล้ว ตนก็ถือว่าเรื่องนี้จบ
เมื่อถามถึงกรณีประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ล่าสุดนั้น มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า พรรคเพื่อชาติยืนยันของสู้ทั้ง 350 เขต ไม่ว่าจะสลับหรือเอาพื้นที่คู่แข่งของเขาไปหาร 2 หาร 3 อย่างไร ก็ไม่มีปัญหา เพราะวิธีการแก้ปัญหาคือสู้ทุกเขต ตนไม่วิตกเรื่องแบ่งเขต แบ่งให้สบายใจไปเลย วันนี้จำนวน ส.ส.ลดลงเพียง 25 คนจาก 375 เป็น 350 การขยับเรื่องนี้จึงไม่มีผลอะไรมาก แต่ถ้าบริสุทธิ์ใจในการดำเนินการก็ไม่มีปัญหาอะไรและคงใช้เวลาไม่นาน ทั้งนี้คิดว่าพรรคเพื่อชาติจะเป็นพรรคขนาดกลาง ไม่ใช่หาเก้าอี้ไม่ได้เลย แต่ไม่ถึงกับเป็นพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งในวันที่ประชุมเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและดูจากการลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก ทั้งนี้ในเรื่องของการประชุมร่วมกับ คสช.ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้ ส่วนตัวตนเห็นว่าพรรคควรเข้าร่วม เพราะต้องมีการพูดคุยกันของทุกฝ่าย แต่ก็ขึ้นอยู่กับแกนนำพรรคจะพิจารณา
ต่อข้อถามถึงความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ นายจตุพร กล่าวว่า คำว่าเกาะกลางไม่ใช่การจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นการจับมือพูดคุย เช่น ส.ว.250 เสียง ต้องเอาตามเสียง ส.ส.ข้างมากเพื่อให้บ้านเมืองไม่เดินไปสู่วิกฤต แต่ไม่ใช่การไปร่วมเป็นรัฐบาลกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มันเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเป็นคนละจุดยืนทางการเมือง ความเป็นไปได้กับพรรคพลังประชารัฐเป็นศูนย์อยู่แล้ว



