
เร่งดัน ก.ม.ค้าปลีกสร้างความเป็นธรรม
กรมการค้าภายในเร่งสรุปผลประชาพิจารณ์กฎหมายค้าปลีก ส่งถึงมือ รมว.พาณิชย์ 12 พฤศจิกายนนี้ ยันวางกฎกติกาให้โชห่วยและค้าปลีกขนาดใหญ่อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม เผยไม่กังวลหากกฎหมายไม่คลอดพร้อมใช้กฎหมายอื่นควบคุม
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมสรุปผลการทำประชาพิจารณ์ประกอบการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ.... เสนอต่อนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ หลังจากรับมาเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ขอให้ร่างให้เสร็จในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 โดยก่อนที่จะสรุปร่างกฎหมายดังกล่าว จะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารืออีกครั้ง เพื่อให้ช่วยกันดูในประเด็นต่างๆ และเมื่อรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ก็จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ทั้งนี้ประเด็นที่จัดทำประชาพิจารณ์ได้ดำเนินการใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.การกำหนดประเภทธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ที่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจว่าจะมีอะไรบ้าง 2.การออกใบอนุญาตจะมีวิธีการอย่างไร เป็นแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง หรือกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดเป็นผู้พิจารณา 3.มาตรการส่งเสริมและพัฒนาค้าปลีกรายย่อย ควรจะมีอะไรบ้าง 4.โทษปรับตามกฎหมาย จะมีการปรับปรุงโทษอาญา และโทษปรับอย่างไร
น.ส.ชุติมา กล่าวว่า นโยบายเรื่องการยกร่างกฎหมายค้าปลีก ถือเป็นการวางกฎ กติกา เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย (โชห่วย) และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ได้เป็นการจำกัดหรือขัดขวางการทำธุรกิจ เป็นเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้จริงและหากธุรกิจสามารถทำตามได้ ก็จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจทันที และจะพิจารณารูปแบบของกองทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยด้วย
อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมไม่กังวลเรื่องการคัดค้านการออกกฎหมายค้าปลีก เพราะเป้าหมายของกฎหมายคือ การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นระหว่างรายใหญ่กับรายเล็ก แต่หากกฎหมายไม่สามารถออกมาได้ จะเน้นใช้กฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่ เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และจะเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม



