ข่าว

 อสังหาฯลุ้นต่อมาตรการอุ้มบิ๊กธอส.ฟันธงไม่ได้ตามเป้าของรัฐ

อสังหาฯลุ้นต่อมาตรการอุ้มบิ๊กธอส.ฟันธงไม่ได้ตามเป้าของรัฐ

02 พ.ย. 2552

แม้วันนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะ "ต่อ" หรือ "ไม่ต่อ" มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถึงแม้จะมีการแอบลุ้นและยกธงเชียร์ให้ยืดมาตรการนี้ออกไป ... แต่ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้คนในแวดวงอสังหาฯ แล้วว่า รัฐบาลไ

 ทั้งนี้ว่าไปแล้ว มาตรการที่ออกมาล้วนส่งเสริมแต่โครงการจัดสรร เท่ากับเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการเป็นสำคัญ การซื้อขายบ้านและที่ดินที่อยู่นอกโครงการจัดสรร หรือที่ไม่ใช่อาคารชุดหรืออาคารสำนักงานจะไม่ได้รับประโยชน์ มาตรการของทางราชการควรเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และโดยทั่วหน้าจึงจะถูกต้อง

 "ถ้าจะให้ผมเดารัฐบาลคงไม่ต่อมาตรการอสังหาฯ เพราะคงต้องการเงินไปลงในโครงการไทยเข้มแข็งมากกว่า" นายชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กล่าวให้ความเห็นถึงมาตรการ "ภาษี" กระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาฯ ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มีนาคม 2553

 พร้อมกันนี้เขายังกล่าวว่า หากไม่มีปัญหาการเมืองภายในประเทศ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศน่าจะฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภาคธุรกิจเอกชนก็มีความมั่นใจยิ่งขึ้นที่จะลงทุน โดยเฉพาะรายกลาง-รายเล็ก ส่วนรายใหญ่นั้นไม่น่ากังวล เพราะมีขีดความสามารถในการลงทุนอยู่แล้ว ด้วยปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งเพิ่มความห่างธุรกิจระหว่างรายกลาง หรือรายเล็กกับผู้ประกอบการรายใหญ่

 ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการหลายๆ รายที่ระบุว่าอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาประเทศไทยคือ ปัญหาความวุ่นวายของการเมืองภายในประเทศ ส่วนการต่อมาตรการ "ภาษี" อสังหาฯ นั้นหากจะมีการต่อ น่าจะให้ในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือค่าธรรมเนียมการโอน ที่ปกติจัดเก็บในอัตรา 2%, ค่าจดจำนองที่ปกติจัดเก็บในอัตรา 1% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.01% ส่วนการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการเอกชนนั้นไม่จำเป็นต้องขยายเวลาออกไปก็ได้

 ส่วนต้นทุนในการซื้อหรือการก่อสร้างที่อยู่อาศัยคงต้องเพิ่มขึ้นแน่ โดยในฝั่งของผู้ขายหรือเจ้าของโครงการนั้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผันแปรตามต้นทุนก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และในที่สุดก็จะผลักภาระไปให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคที่นอกจากจะเผชิญกับต้นทุนที่ปรับขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม  จากราคาขาย แล้วยังเผชิญกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นด้วยเช่นกัน

 นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดค่าธรรมเนียมการโอน การจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ และภาษีธุรกิจเฉพาะว่า ยังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีการยืดอายุมาตรการออกไปหรือไม่ เพราะการต่ออายุมาตรการในแต่ละครั้ง มีหลายมิติที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปว่ามาตรการที่ออกไปนั้นมีความคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ต่อภาพรวมหรือไม่

 ทั้งนี้ยอมรับว่าที่ผ่านมาประชาชนได้นำประโยชน์ที่ได้จากมาตรการดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ หรือรีไฟแนนซ์ กันค่อนข้างมาก เห็นได้จากยอดลูกค้าของ ธอส. มีการรีไฟแนนซ์เฉลี่ย 300-500 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามากกว่าช่วงที่ไม่มีมาตรการภาษีออกมาช่วยเป็นเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดมีการแข่งขันเรื่องดอกเบี้ยทำให้ลูกค้าต้องหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยถูก และที่สำคัญการดำเนินการดังกล่าวไม่มีต้นทุนการจดจำนอง หรือการโอน จากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นนี้ มองว่าสวนทางกับวัตถุประสงค์ของมาตรการที่ต้องการสร้างให้เกิดสินเชื่อใหม่

 ส่งสัญญาณ ดบ.ปี 53 ปรับตัวแน่

 ส่วนทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนั้น นายขรรค์ ให้ความเห็นว่า ในอีก 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้คงยังทรงตัวต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มว่าในปี 2553 อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างนิ่งมาได้ระยะหนึ่งแล้ว การส่งสัญญาณดังกล่าวของ ธปท.นั่นเท่ากับว่าดอกเบี้ยจะไม่ลดลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้ว

 "หากอัตราดอกเบี้ยไม่ขยับลดลง หนทางเดียวก็คือมีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้น แต่จะขึ้นเมื่อไรคงเป็นเรื่องของตลาด" นายขรรค์ กล่าวให้ความเห็น พร้อมระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวน่าจะเห็นถึงไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนหลังจากนั้นคงต้องดูว่าจะมีการดูดสภาพคล่องของเงินในระบบออกไปได้มากหรือน้อยแค่ไหน

 พร้อมกันนี้ผู้บริหารของ ธอส.ยังระบุว่าช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ธอส.จะต้องเร่งปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่ตลอดปี 2552 ของ ธอส.ให้เป็นไปตามเป้าหมายคือ 1 แสนล้านบาท ตามนโยบายกระทรวงการคลัง ภายใต้นโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ในขณะเดียวกันในฝั่งของผู้ประกอบการก็จะเร่งออกกลยุทธ์การตลาดลด แลก แจก แถม เพื่อให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย

 ทั้งนี้ในการปล่อยสินเชื่อกู้ซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยในช่วปลายปีนี้จะมียอดการโอนบ้านในโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติเข้ามามาก นอกจากนี้ ธอส.ยังมีการลงนามสัญญาปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้พิพากษา ศาลยุติธรรม ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท และพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. อีกประมาณ 500 ล้านบาท

 ขณะที่การปล่อยสินเชื่อด่วนอนุมัติภายใน 7 วัน หรือฟาสต์แทร็ก ตามโครงการอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ภายใต้วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น นายขรรค์ ระบุว่า ปัจจุบันมียอดขายปล่อยสินเชื่อด่วนไปแล้ว 1 หมื่นล้านบาท

ปรียา เทศนอก