
"ระวัง! "ขว้างงูไม่พ้นคอ"
การที่ศาลแคนาดาตัดสินให้ส่งตัว "ราเกซ สักเสนา" ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือ บีบีซี มาดำเนินคดีในประเทศไทย ในฐานะผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากหนีคดีไปกบดานในแคนาดานานกว่
ในเชิงการเมืองอาจทำให้เกิดจินตนาการไปถึงภาพความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน "พรรคร่วมรัฐบาล" แต่ในเชิงข้อเท็จจริงจะทำให้ "รัฐบาล" สั่นคลอนได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง!
หากติดตาม "คดีบีบีซี" มาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าผู้ที่ถูกดำเนินคดีในคดีนี้ไม่มี "นักการเมือง" ถูกฟ้องร้อง
ทั้งที่ในขณะนั้นมีนักการเมือง นำโดย "กลุ่ม 16" อาทิ เนวิน ชิดชอบ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายจำลอง ครุฑขุนทด นายสุชาติ ตันเจริญ นายธานี ยี่สาร นายวราเทพ รัตนากร นายสรอรรถ กลิ่มประทุม เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวด้วย
ซึ่งปัจจุบัน "นักการเมืองกลุ่ม 16" ได้กระจัดกระจายอยู่ตามพรรคต่างๆ ทั้ง "ฝ่ายค้าน" และ "รัฐบาล"
จากข้อมูล "ฝ่ายค้าน" ในขณะนั้น ซึ่งมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเรื่องนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยชี้ให้เห็นว่า "นักการเมืองกลุ่ม 16" มีพฤติกรรมผ่องถ่ายเงินออกจากธนาคารบีบีซี ร่วมกับ "เกริกเกียรติ" และ "ราเกซ"
ซึ่งขณะนั้น "ราเกซ" เป็น "ที่ปรึกษานายเกริกเกียรติ" มีการตั้งบริษัทนอมินีขึ้นมา เพื่อขอกู้เงินจาก "บีบีซี" โดยนำที่ดินรกร้าง หรือที่ดินในต่างจังหวัดที่มีราคาถูกๆ มาวางเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แล้วตีราคาประเมินสูงกว่าความเป็นจริง เพื่อกู้เงินจากธนาคาร
โดยดูได้จากคำพิพากษากรณีการให้สินเชื่อแก่ "บริษัท ฟอร์ ฟิฟ ออเรจน์ จำกัด" ซึ่งมีทุนจดทะเบียนเพียง 1 หมื่นบาท โดยเอาโฉนดที่ดิน จ.สระแก้ว ที่มีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านใช้ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ จำนวน 19 แปลง รวม 462 ไร่ มีการประเมินราคาสูงถึง 832 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินทั่วไปถึง 10 เท่า มีเจตนาที่จะให้บริษัทดังกล่าวใช้เป็นหลักทรัพย์ในการขอสินเชื่อ ทำให้ บีบีซี ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีคำสั่งให้รายการปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบ และไม่ให้อนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัทที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และไม่มีผลประกอบรายได้ติดต่อกันเกิน 3 ปี
ดังนั้นผู้ที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรกจึงไม่มีนักการเมือง มีเพียง "ผู้บริหารระดับสูงของบีบีซี" อาทิ "เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์" อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือ บีบีซี "เอกชัย อธิคมนันทะ" อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี, "วันชัย ธรรมธิติวัฒน์" อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารเงิน และวาณิชกิจธนกิจ บีบีซี, บริษัทอเมริกัน สแตนดาร์ด แอ๊พเพรซิลวา จำกัด และ ไพโรจน์ ซึ่งศิลป์ กรรมการผู้จัดการบริษัท อเมริกันฯ
ซึ่งถูกตั้งข้อหายักยอกทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ และความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กรณีอนุมัติสินเชื่ออันมีเจตนาทุจริต
มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ในกรณีสามารถเอาผิดกับ "นักการเมือง" โดยนำกฎหมายฟอกเงินมาดำเนินการได้หรือไม่
เมื่อไปดู พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 ระบุไว้ว่าผู้ใด
(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(2) กระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
ซึ่งจะเห็นว่า "การกระทำความผิด" ต้องมีการ "ซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน" แต่จะเห็นในกรณี "บีบีซี" มีการนำโฉนดที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายไปค้ำประกันในการขอกู้เงิน
จึงถือว่า "นำที่ดิน" ที่ถูกต้องตามกฎหมายไปขอกู้เงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เกิดความผิดพลาดในเรื่อง "การประเมินราคาที่ดิน" ที่สูงกว่าราคาประเมินทั่วไป
ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ "ฝ่ายค้าน" ที่นำโดย "พรรคเพื่อไทย" ที่ต้องการให้ "ราเกซ" เผยว่า เปิดชื่อนักการเมืองที่ได้รับผลประโยชน์จากการล่มสลายของธนาคารบีบีซี จึงถูกมองว่าหวังผลเพียงให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น
เพราะในข้อเท็จจริงทางกฎหมายอาจเกิดผลกระทบน้อยมาก แต่เป็นเรื่องดีที่จะให้เกิดการตรวจสอบการทำงานในรัฐบาลที่เข้มข้นมากขึ้น
แต่การเคลื่อนไหวของ "ฝ่ายค้าน" ก็อย่าลืมหันกลับไปถาม "นายทุนพรรค" ที่อดีตเคยอยู่ใน "กลุ่ม 16" พอใจการเคลื่อนไหวครั้งนี้หรือไม่!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



