ข่าว

ผู้ร้ายไม่ใช่มีเพียงราเกซ

ผู้ร้ายไม่ใช่มีเพียงราเกซ

02 พ.ย. 2552

การได้ตัวนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี ได้ถูกส่งตัวกลับมาจากประเทศแคนาดา

 หลังจากการต่อสู้ทางศาลยืดเยื้อนานถึง 13 ปี นั้น ทางการไทยหวังจะให้เปิดโปงรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ฉ้อโกงธนาคาร สร้างความเสียหายจนธนาคารถูกปิด ส่งผลให้เกิดความหายนะต่อสถาบันการเงินและเกือบเกิดความล่มสลายของประเทศ ตกอยู่ในสภาพ “ต้มยำกุ้งเป็นพิษ” ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

 นายราเกซ ปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอให้การในชั้นศาล ซึ่งไม่น่าประหลาดใจ ตัวการอีกรายหนึ่งคือนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ถูกศาลจำคุกนานหลายสิบปี และมีคดีค้างคาอยู่อีก และต้องใช้เวลาอีกนาน และทุกวันนี้ยังไม่ถูกจำคุก และบุคคลผู้นี้น่าจะรู้มากกว่านายราเกซด้วยซ้ำว่ามีใครเกี่ยวโยง โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ คือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม แต่ไม่มีใครถูกดำเนินคดี เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งในการดำเนินคดีสืบสวน เพราะจำกัดวงแคบเกินกว่าที่ควรจะทำ

 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลว่า ขอให้นายราเกซเข้าไปอยู่ในสถานพยาบาลของทัณฑสถาน ไม่ขออยู่ร่วมกับผู้ต้องหาคนอื่น ซึ่งศาลได้อนุญาตตามคำร้อง และให้พนักงานสอบสวนควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ รอการถูกฟ้องในศาลต่อไป ภายใต้การควบคุมดูแลเพื่อความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายต่อนายราเกซ ซึ่งถือว่าเป็นพยานปากสำคัญเช่นเดียวกัน และคดีนี้สำคัญอย่างมาก แสดงให้เห็นอิทธิพลของนักการเมืองซึ่งอยู่เหนือเจ้าหน้าที่และองค์กรของรัฐ และซากของความเสียหายทางการเงินและเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการแก้ไข มีหนี้สินค้างคารอการชำระสะสางอยู่เป็นจำนวนมาก

 นอกเหนือจากการปกป้องนายราเกซแล้ว หากรัฐบาล โดยเฉพาะนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์มีความจริงใจ ต้องรื้อฟื้นการสอบสวนใหม่ ให้ครอบคลุมกว้างกว่าเดิมให้สมกับคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ที่ว่าหากหลักฐานสาวไปถึงใคร ต้องดำเนินคดีอาญาทุกคน ไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ประชาชนและคนวงใน ผู้สื่อข่าวต่างรับรู้ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีใครบ้าง และหน่วยงานของรัฐมีความหย่อนยาน บกพร่อง ไร้ความสามารถหรือมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตน จึงทำให้การควบคุมดูแลสถาบันการเงินไม่มีประสิทธิภาพ สร้างความเสียหายต่อประเทศ และทุกวันนี้บุคคลเหล่านี้ยังได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งสำคัญในสถาบันการเงินและการค้าหลักทรัพย์ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของกลไกและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ซึ่งควรปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด

 กรณีของนายราเกซคงเป็นข่าวและอยู่ในความสนใจของประชาชน และอาจกลบเรื่องอื่นๆ ไปชั่วคราว ผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้คงหาทางปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากการเกี่ยวโยง และยังเป็นที่น่าสงสัยว่านายราเกซจะให้การเป็นประโยชน์แก่รัฐหรือไม่ หรืออาจมีข้อต่อรองด้านการรับโทษ โดยการเกลี้ยกล่อมให้นายราเกซยอมรับสภาพความจริงขณะที่สุขภาพอ่อนแอ เป็นอัมพฤกษ์ ถ้าหากทำตัวเป็นประโยชน์ต่อรัฐ อาจมีโอกาสได้ใช้บั้นปลายของชีวิตโดยไม่ลำบากมากนัก แม้จะถูกจองจำก็ตาม