ข่าว

เรื่องไม่กล้วยที่สาธารณรัฐกล้วย

เรื่องไม่กล้วยที่สาธารณรัฐกล้วย

02 พ.ย. 2552

ในที่สุดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศฮอนดูรัสที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาร่วม 4 เดือน ก็ทำท่าว่าจะหาทางออกได้แล้วล่ะครับ

 เรื่องราวของปัญหาในฮอนดูรัส ประเทศเล็กๆ ที่ยากจนที่สุดในอเมริกากลาง มีที่มาเมื่อนายมานูเอล เซลายา นักธุรกิจคนสำคัญและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ของประเทศนี้ ชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี 2005 แม้ว่านายเซลายา จะมีฐานะที่ร่ำรวยและสังกัดพรรคเสรีนิยม แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว เขากลับชื่นชมผู้นำประเทศละตินอเมริกาหัวก้าวหน้า อย่าง ฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา หรือ เอโว โมราเลส แห่งโบลิเวีย และดำเนินการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของชาเวซ อาทิ การพึ่งพาตนเอง การเสริมสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการขจัดอิทธิพลและการผูกขาดทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และการร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มโบลิวาร์เพื่อประชาชนอเมริกัน (Bolivarian Alternative for the Americas (ALBA)) เพื่อเป็นแนวร่วมของความร่วมมือทางการค้าของประเทศฝ่ายซ้ายในละตินอเมริกาเพื่อปลอดการแทรกแซงจากสหรัฐ เป็นต้น

 หากย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ของฮอนดูรัส จะพบว่าประเทศนี้มีความเป็นมาที่ไม่แตกต่างจากประเทศในอเมริกากลางทั่วไป คือตกเป็นอาณานิคมของสเปน เมื่อกอบกู้เอกราชจากสเปนได้ ก็ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของสหรัฐ ผ่านทางรัฐบาลเผด็จการทหารซึ่งปกครองประเทศเป็นเวลายาวนาน สหรัฐใช้ดินแดนในอเมริกากลางเป็นตลาดในการระบายสินค้าของตน ขณะเดียวกับที่กดราคาซื้อสินค้าและพืชผลจากประเทศเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกล้วยหอม จนประเทศในแถบนี้รวมทั้งฮอนดูรัสเองซึ่งเป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมที่สำคัญ ได้ชื่อว่า “Banana Republic” หรือ “สาธารณรัฐกล้วย”

 การปฏิวัติรัฐประหารโดยคณะทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ นำไปสู่การปกครองในระบอบเผด็จการ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยการปฏิวัติของคณะทหารกลุ่มใหม่ ที่มีพฤติกรรมไม่แตกต่างไปจากกลุ่มเดิม

 การเข้ามาสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของมานูเอล เซลายา ได้สร้างความกังวลทั้งแก่กลุ่มอำนาจเดิม กลุ่มอนุรักษนิยม และนายทุน ซึ่งมีผลประโยชน์โยงใยกับสหรัฐ และเกรงว่าเซลายาจะนำประเทศไปในเส้นทางเดียวกับเวเนซุเอลา รัฐบาลของนายเซลายาถูกโจมตีว่าปกป้องและเอาใจคนงานกับชาวไร่ชาวนา ขณะที่เล่นงานเจ้าของโรงงานและกลุ่มนักธุรกิจอย่างหนัก อาทิ การกำหนดให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ปีนี้ มาจากการที่ นายเซลายา ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอาศัยประชามติ เพื่อให้เขาขยายเวลาในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ต่อไป อย่างน้อย 1 สมัย เพื่อรองรับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2009

 แม้ว่ากลุ่มผู้ที่นิยมชมชอบนายเซลายาจะสนับสนุนความคิดของเขา แต่นายพลโรเมโอ วาสเกรซ เดลาเกวซ ผู้บัญชาการทหารบกก็สั่งกักหีบเลือกตั้งเพื่อขัดขวางการแสดงประชามติ นายเซลายา สั่งปลดนายพลเดลาเกวซทันที แต่ศาลตัดสินว่า คำสั่งของประธานาธิบดีเป็นโมฆะทำให้ประชาชนต้องชุมนุมกันเดินขบวนไปนำหีบเลือกตั้งออกมาจากเขตทหาร

 อย่างไรก็ตาม ศาลสูงฮอนดูรัสมีคำตัดสินว่าการลงประชามติเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ และเวลาต่อมานายพลเดลาเกวซ ก็ก่อการรัฐประหาร และเนรเทศนายเซลายา ไปยังประเทศคอสตาริกา พร้อมกับลงมือปราบปรามประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และแต่งตั้งประธานสภาเป็นประธานาธิบดีแทน

 การรัฐประหารในฮอนดูรัสได้รับการคัดค้านจากประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกา และเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่นายเซลายา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เองก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง รัฐบาลปัจจุบันของฮอนดูรัสได้รับการกดดันจากประชาคมโลกอย่างหนัก และประสบความยุ่งยากใจยิ่งขึ้นเมื่อเซลายาลอบเดินทางกลับเข้าประเทศเมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา และกบดานอยู่ในสถานทูตบราซิล

 หลังการเจรจาระหว่างทูตพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กับรัฐบาลฮอนดูรัสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มว่าปัญหาความขัดแย้งในฮอนดูรัสน่าจะจบลงได้ ซึ่งอาจจะเป็นในรูปที่นายเซลายากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจนครบวาระ ตามข้อเสนอของสหรัฐ สหภาพยุโรป และประเทศในละตินอเมริกา หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามแนวคิดของประธานาธิบดีออสการ์ อาเรียส แห่งคอสตาริกา เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศไปจนถึงการเลือกตั้งซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้
 ครับ การปฏิวัติรัฐประหารใน “สาธารณรัฐกล้วย” ก็ไม่ได้กล้วยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว