
ฆ่ามัดคอทุบหัวแม่ค้าร้านลาภทิ้งข้างทางแก่งคอย
สยอง ฆ่าโหดรัดคอ-ทุบหัวเจ้าของร้านลาบก้อยเมืองแก่งคอย ลากศพทิ้งพงหญ้าอำพรางคดี ตร.สงสัยช่างปั้นพระพุทธรูป เผยไว้ใจลูกสาวผู้ตายจนให้เปิดบัญชีชื่อฝ่ายหญิงให้ลูกค้าโอนเงินเข้า 6.5 หมื่น นำเอทีเอ็มไปกด ไม่เจอสักบาท พาเพื่อนตามขู่ถึงบ้าน
เหตุฆ่าโหดรัดคอทุบศีรษะสาวใหญ่เจ้าของร้านอาหารอีสานทิ้งศพอำพรางคดีครั้งนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ต.ต สุทธิชัย ศรีอ่อน สารวัตรเวร สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี รับแจ้งจากนายธนาธร นิมขุนทด อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 9 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย ว่า ภรรยาคือนางกฤษณา น้อยเสนา อายุ 40 ปี เจ้าของร้านค้า "ลาบก้อยมหาสารคาม" ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ หายไปจากบ้าน พบเพียงกองเลือด ส่วนเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของภรรยากระจัดกระจาย เกรงว่าภรรยาจะได้รับอันตราย เพราะระหว่างทางขณะขับรถกลับบ้านสวนทางกับรถของนายพนมพร อายุประมาณ 45 ปี ช่างปั้นพระพุทธรูป และเป็นเพื่อนบ้าน ขับสวนออกไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบสวนที่เกิดเหตุ พบพบกองเลือด เสื้อผ้าของนางกฤษณา 5-6 ตัว ทิ้งอยู่ที่พื้น โทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ บริเวณที่จอดรถข้างบ้านมีรอยเลือดหยดเป็นทาง เจ้าหน้าที่จึงบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนสืบหาตัวนางกฤษณา
ต่อมาเมื่อเวลา 13.40 น. ตำรวจรับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบศพผู้หญิงถูกฆ่าที่ริมถนนสายบ้านนา-แก่งคอย บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 8 หมู่ 7 ต.ชำผักแผว อ.แก่งคอย พ.ต.อ.สุทธิวัชร์ ศักดาวงค์วัชร์ ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.แก่งคอย พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปณชัย ศรัทราวุฒิ รอง ผกก.ฝ่ายสืบสวน พ.ต.ท กิตติ์คุณ บุญเสรฐ รอง ผกก.ฝ่ายปราบปราม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสระบุรี ไปตรวจสอบทันที
เมื่อไปถึงพบศพนางกฤษณาอยู่ในป่าข้างทางห่างจากถนนสายดังกล่าวประมณ 50-60 เมตร สภาพนอนคว่ำหน้า ลำคอถูกรัดด้วยเชือกไนลอนสีขาวยาวประมาณ 1 เมตร ศีรษะมีรอยถูกตีเป็นแผลฉกรรจ์ ข้างศพพบเสื้อแขนยาวสีขาวของผู้ตายตกอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ชั่วโมง ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงพบร่องรอยล้อรถยนต์
ด้านนายธนาธรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายพนมพรขอให้น้องอ้อม อายุ 18 ปี ลูกสาวของตน ที่ทำงานกับนายพนมพรไปเปิดบัญชีให้ เนื่องจากนายพนมพรเอกสารไม่ครบ โดยสมุดบัญชีเป็นชื่อของน้องอ้อม ซึ่งนายพนมพรจะนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินเอง
"เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกสาวถูกไล่ออกจากงานจึงย้ายไปอยู่กับเพื่อนที่อื่น กระทั่งเมื่อวานนี้ (31 ต.ค.) นายพนมพรมาคุยกับเมียผม ถามหาลูกสาว เขาบอกว่าลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีประมาณ 6.5 หมื่นบาท แต่นายพนมพรไปกดเอทีเอ็มแล้ว ปรากฏว่าไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว ขณะนั้นผมไม่ทราบว่าลูกสาวไปอยู่ที่ไหน จากนั้นนายพนมพรได้พาเพื่อนมาขู่ไว้ว่า จะต้องมีปัญหาแน่ จนมาเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น" นายธนาธรกล่าว
เบื้องต้นตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งติดตามตัวนายพนมพรมาสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป



