
ทหารค้านใช้พรบ.มั่นคงแทนอัยการศึก3จว.ใต้
กองทัพค้านใช้ "พ.ร.บ.มั่นคง" แทน "กฎอัยการศึก" ทั่ว 3 จว.ใต้ ชี้ลดอำนาจ จนท. เชื่อ "จิ๋ว" ลงใต้ไม่กระทบ ทบ.เชื่อพธม.บุกสถานทูตเขมร ไม่รุนแรง
แนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา และให้ใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 แทน พร้อมทั้งจะขยายสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต ถูกตั้งคำถามโดยฝ่ายทหารแล้ว
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 แถลงว่า เรื่องนี้คงต้องมองแง่ดีไว้ก่อน เพราะกฎหมายนี้มีประโยชน์ในการเปิดโอกาสให้คนที่กระทำความผิดสามารถกลับตัวกลับใจเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาประเทศได้ แต่เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ และมีการลดอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ลงมาก จึงยังไม่กล้าฟันธงว่าจะส่งผลดีหรือไม่ดีอย่างไร คงต้องดูในระยะยาว ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ประกาศใช้ทั่วพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะยังมีความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ยังต้องมีอำนาจบางประการอยู่
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า หากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา แล้ว คงต้องมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องมาพิจารณากัน เช่น อำนาจขอบข่ายของ พ.ร.บ.นี้ใช้กับคนนอกภูมิลำเนาได้หรือไม่ เหมือนกับการเลือกตั้ง คือ หากประกาศใช้เฉพาะ 4 อำเภอแล้ว คนที่ทำงานในอำเภออื่น แต่มีชื่ออยู่ใน 4 อำเภอนี้จะเข้าข่ายหรือไม่ เพราะหากเขามีชื่ออยู่ 4 อำเภอ แต่ไปก่อเหตุในพื้นที่อื่นแล้วจะเป็นอย่างไร เข้าข่ายอย่างไรบ้าง ต้องตีความให้ดี แต่ข้อดีของกฎหมาย คือ เปิดโอกาสให้คนกลับตัวมามอบตัว
เมื่อถามว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เจ้าหน้าที่ต้องปรับตัวมากหรือไม่ พ.อ.บรรพต กล่าวว่า ค่อนข้างมากพอสมควร เพราะไม่รู้ว่าจะมีกระแสตอบรับเจ้าหน้าที่ของประชาชนมากแค่ไหน หากประชาชนไม่ตอบรับก็เป็นกระแสตีกลับ แต่หากประชาชนเข้ามากลับตัวมากขึ้นก็จะส่งผลดี และถือว่าประสบผลสำเร็จ คงต้องทดลองดูสักระยะ
พ.อ.บรรพต กล่าวอีกว่า การก่อเหตุร้ายในพื้นที่ภาคใต้ลดน้อยลง แต่มีพวกอาศัยสถานการณ์ฉวยโอกาสก่อเหตุในเรื่องส่วนตัวหรือขัดผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก โดยสถิติจากการสรุปผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ข้อมูลปี 2551-2552 มีสถิติการก่อเหตุความไม่สงบเพียง 26 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นการก่อเหตุด้วยเรื่องอื่น เช่น ปัญหาส่วนตัว ผลประโยชน์ค้าของเถื่อน ยาเสพติด และอำนาจเถื่อนอื่นๆ
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ระบุว่า สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งในพื้นที่ คือ เมื่อจับคนร้ายได้มีปัญหาเรื่องพยาน เพราะไม่มีใครกล้าเป็นพยานในชั้นศาล เขากลัวกันหมด ทำให้คนที่ก่อเหตุค่อนข้างเสรี ดังนั้น เราต้องให้ความมั่นใจต่อประชาชนให้ได้
เชื่อ "จิ๋ว" ลงใต้ไม่กระทบการทำงาน
ส่วนกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเพื่อไทย จะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายนนี้ พ.อ.บรรพต กล่าวว่า คงจะไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะ พล.อ.ชวลิต เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะพูดคุยกับมวลชนเท่านั้น ไม่ได้มาสั่งการอะไรเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังเคยเป็นทำโครงการฮารัปปันบารู ทำใต้ร่มเย็นมาแล้ว
"ท่านมารับฟังข้อมูลในพื้นที่จริงมากกว่า แต่คนไปจับตาทุกอิริยาบถ ทุกถ้อยคำพูด แต่หากมองแง่ดีท่านมาร่วมกันแก้ปัญหาก็น่าจะดี และท่านมาในฐานะที่กรรมาธิการเชิญมาก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย คงไม่มีปัญหาอะไร และกองทัพภาคที่ 4 ก็ไม่ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงเหตุการณ์อะไรให้ท่านฟัง เพราะไม่มีการร้องขอมา" โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 กล่าว
ทบ.เชื่อพธม.บุกสถานทูตเขมร ไม่รุนแรง
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงมาตรการรับมือกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเข้าไปปิดล้อมสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือประท้วง สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ว่า เบื้องต้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัย ขณะนี้ไม่มีการร้องขอกำลังทหารให้เข้าร่วมดูแลความสงบ
พ.อ.สรรเสริญ ระบุว่า การดำเนินการของกลุ่มพันธมิตรจะกระทบต่อการทำงานระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาหรือไม่นั้น ขอให้แยกแยะระหว่างเรื่องการเมือง และเรื่องกองทัพ โดยการทำงานด้านการทหารในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง 4.6 ตารางกิโลเมตร ทหารทั้งสองประเทศยังยืนยันที่จะให้แนวทางสันติวิธี และเน้นการเจรจาเป็นหลัก ไม่มีความตึงเครียดอะไร ทหารทั้งสองประเทศยังสามารถพูดคุยกันได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมในกรณีที่อาจเกิดเหตุรุนแรงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรจะประท้วงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรจะดำเนินการ



