
ปชช.ร้อยละ81.7หนุนทำประชามติก่อนแก้รธน.
เอแบคโพลล์ เผยปชช.ร้อยละ 81.7 หนุนทำประชามติก่อนแก้ไขรธน. แถมกว่าร้อยละ 54 เชื่อรบ.จะอยู่ทำงานต่อไปอย่างน้อยอ่ก 6 เดือน
(1พ.ย.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่ออายุการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 27 จังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว ยโสธร ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร หนองคาย น่าน เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก สมุทรสาคร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 8,686 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในวันที่ 21 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2552 ผลการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ผลสำรวจพบว่า แนวโน้มของกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้ลดลงจากร้อยละ 77.6 ในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ร้อยละ 60.6 ในการสำรวจครั้งล่าสุด ส่วนเหตุผลของผู้ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ ทำให้เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ทำงานไม่ต่อเนื่อง ฝ่ายการเมืองอ่อนแอเกินไป เกิดความขัดแย้งในสังคม บ้านเมืองแตกแยก เป็นต้น ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22.4 ในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ร้อยละ 39.4 ในเดือนตุลาคม เพราะ ดีอยู่แล้ว ช่วยขจัดคนไม่ดีที่แอบแฝงออกไป และต้องการให้พรรคอื่นโดนยุบบ้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.7 เห็นว่าควรทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 7.9 เห็นว่าควรทำประชามติหลังรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 10.4 มองว่าไม่ควรทำประชามติ
เมื่อสอบถามความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่ออายุการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.3 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะอยู่เกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป ในขณะที่ร้อยละ 45.7 เชื่อว่าจะไม่เกิน 6 เดือน เมื่อจำแนกประชาชนออกตามภูมิภาค พบว่า ประชาชนในทุกภาคเกินกว่าครึ่งยกเว้น ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีอายุการทำงานเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป โดยคนภาคเหนือร้อยละ 55.6 ภาคกลางร้อยละ 56.2 ภาคใต้ร้อยละ 78.7 และคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 52.4 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะมีอายุการทำงานเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป แต่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.5 เชื่อว่ารัฐบาลจะทำงานต่อไปไม่เกิน 6 เดือน
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 51.0 เป็นหญิง ร้อยละ 49.0 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 8.7 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.1 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 27.2 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 23.1 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และ ร้อยละ 17.9 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 82.6 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 16.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 40.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.8 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 7.3 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 5.2 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.0 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 6.0 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ในขณะที่ร้อยละ 2.5 ระบุว่างงาน



