
หรือทักษิณต้องใช้ขุนรุกฆาต"ขุนเสียแล้ว ?
เงิน คือทรัพย์สินมีค่าที่ทุกคนต่างหวงแหน ถูกหยิบยืมไปแล้วไม่ใช้คืนตามกำหนด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติหรือเพื่อน ก็ยังว่าจ้างทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีให้ โดยมีส่วนแบ่งอย่างงามเป็นอามิสสินจ้าง
...การที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายพันตำรวจโทและอดีตนายกรัฐมนตรี ตกลงใจให้ ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายพลเอกและอดีตรองนายกรัฐมนตรี นำสมัครพรรคพวกที่เป็นทหารหาญดาหน้าเข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ จะมีข้อตกลในลักษณ์หรือไม่ วิญญูชนพึงประจักษ์แจ้งด้วยดุลพินิจกันแล้ว
การดิ้นอย่างสุดฤทธิ์ของ ทักษิณ เพื่อกลับไทยอย่างผู้บริสุทธิ์นั้น ดูเหมือน “การเมือง” น่าจะเป็นเรื่องรอง แต่ “ทรัพย์สิน” จำนวน 76,000 ล้านบาทต่างหากเล่าที่เป็นเรื่องหลัก ทักษิณ คงรู้จาก “แนวที่ห้า” แล้วว่า หลังการถอดยศและริบคืนเครื่องราชฯ แล้ว อีกไม่นานศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ ทักษิณ จึงเร่งเดินหมากบนกระดานดาหน้าเข้าใส่รัฐบาลอภิสิทธิ์ชนิดไม่ยอมยั้งมือ เขาเดินเบี้ยเสื้อแดงแยงไปที่โคนทวงถามความคืบหน้าในการยื่นฎีกา โขกโคนเพื่อไทยในสภาอย่างหนัก แล้วขยับม้าชวลิตโขยกไปหาผู้นำประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีผลประโยชน์ด้วย ตีโอบที่ละด้าน ทักษิณ เติมเบี้ยใหม่ในกระดานด้วยการขนอดีตนายทหารเกษียณราชการเข้ามาอีกโขยงใหญ่
การเดินหมากแต่ละตัว ทักษิณ หวังที่จะได้แต้ม แต่วันนี้เบี้ยเสื้อแดงก็ยังเป็น “เบี้ยหงาย” ไม่ได้ โคนอย่างเพื่อไทยต้อนก็ให้รัฐบาลเข้ามุม เปิดทางให้ม้าชวลิตรุกกินเรือก็ไม่ได้แม้แต่ลำเดียว จนหมดหนทางที่จะไล่รัฐบาลให้จน แม้ ทักษิณ จะ “ออกแรง” ขุดบ่อล่อ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท้าให้ “ยุบสภา” ทว่า..อภิสิทธิ์ หาหลงกลไม่ หรือว่าถึงเวลาที่ “ทักษิณ” จึงต้องใช้ “ขุน” รุกฆาต “ขุน” เยี่ยม จอมพลถนอม กิตติขจร เคยตัดสินใจมาแล้ว ด้วยการเดินทางกลับไทย โดยมิไยดีว่าสิ่งที่จะตามมา เสมือนเนื้อเพลงผู้ชนะสิบทิศท่อนที่ว่า “ข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย” ก็ตาม... หาไม่แล้ว “ทักษิณ” นั่นแหละจะ “เข้าตาจน” กลางกระดานเสียเอง



